ANTI-SPACE กับการออกแบบระเบียงเฉลียงชาน

February 11, 2012 by

เนื้อหาที่อยากจะกล่าวถึงก็คือ ANTI-SPACE เหล่านี้มันมีหลักการในการกำหนดที่ตั้งกับความเหมาะสมต่อการใช้งานอย่างไร แล้วก็ข้อสำคัญ มันมีความจำเป็นแค่ไหน ก็เลยมีเรื่องได้เล่าแจ้งแถลงกัน

หลักการในการกำหนด ANTI-SPACE นั้นไม่ซับซ้อน มันก็เป็นเพียงพื้นที่ระหว่างบริเวณสองบริเวณ ห้องสองห้อง หรือบริเวณกับห้อง ก็เหมือนกับคณิตศาสตร์ที่จะต้องมี – มี 0 และมี + ศูนย์จะอยู่ระหว่างบวกกับลบ ANTI-SPACE ก็เช่นเดียวกัน แล้วมันมีความจำเป็นแค่ไหน ก็ตอบได้ว่าค่อนข้างจำเป็น เพราะมันช่วยให้เราปรับสภาพการเข้าถึงการใช้สอย ก่อนที่จะไปถึงหรือไปใช้ห้องหรือบริเวณอื่น มันเป็นพื้นที่ที่ให้เรา “เตรียมตัว” นั่นเอง แต่หลาย ๆ ครั้งเข้า  พื้นที่นี้ก็ถูกขยายหรือกำหนดให้กว้างขวาง เพื่อเอาไว้ใช้สอยเสียเลย  โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่า ชาน เฉลียง ระเบียง ทำนองนั้น เหตุผลก็คือ มันเป็นพื้นที่ใช้สอยกึ่งกลางแจ้ง ที่ฝรั่งเรียกว่า OPEN-AIRED ซึ่งให้ความสะดวกสบายและปลอดโปร่ง  โดยพี่ไทยเรานั้นมักจะต้องทำหลังคาหรือเชิงชายยื่นออกมาคลุมแดดคลุมฝน  ปัจจุบันเราก็ยังใช้กันอยู่  แต่หลายครั้งไม่ได้คำนึงถึงที่ตั้ง แล้วก็ไม่มีหลังคากันแดด ก็เลยไม่ได้ใช้ กลายเป็นตัวสะท้อนแดดกับน้ำฝนเข้าบ้านเสียเปล่า ๆ

ประโยชน์อีกประการหนึ่งตามสายตาของพวกสถาปนิกก็คือ มันเป็นตัวเชื่อมและนำสายตาให้รู้สึกถึงการ “เข้าถึง” (APPROACH) สู่ตัวอาคารนั้น เช่นเดียวกับการพรางความสูงโย่งของอาคารให้ดูเตี้ยลงและเป็นกันเอง  เราจะเห็นได้ชัดเจนจากมุขของอาคารโรงแรมทั้งหลายที่ใช้สำหรับให้รถไปจอดเทียบ เป็นการต้อนรับ และ “เตรียมตัว” เข้าสู่ตัวอาคารอีกทีหนึ่ง หรือแม้แต่ระเบียงริมน้ำของโรงแรมก็เป็นที่นิยมใช้สำหรับเป็นร้านอาหารภัตตาคาร  ทั้งนี้ก็เพราะมันให้ความรู้สึกเป็นกันเองและเป็นธรรมชาติมาก

ตำแหน่งของ ANTI-SPACE ก่อนอื่นต้องเข้าใจร่วมกันก่อนว่า ระเบียงและชานนั้นเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ความจริงมันก็เป็นพื้นที่แบบเดียวกันแต่คำว่า “ชาน” จะให้ความรู้สึกที่กว้างใหญ่กว่าระเบียง เช่นชานบ้านของเรือนไทย  ซึ่งมักจะปิดล้อมด้วยตัวเรือน  คือเป็นพื้นที่ใช้สอยระหว่างตัวเรือนนั้น ๆ ในขณะที่ “ระเบียง” นั้นให้ความรู้สึกว่าเป็นพื้นที่ที่ยื่นออกมาจากตัวอาคารโดด ๆ ไม่มีตัวอาคารส่วนอื่น ๆ มาปิดล้อม  นอกจาก “ราว” กันตกของตัวมันเท่านั้น และมักจะมีพื้นที่ไม่กว้างขวางนัก และดูเหมือนว่าระเบียงจะอยู่ได้ทั้งชั้นล่างและชั้นบนของอาคาร ผิดกับคำว่า “เฉลียง” ซึ่งก็มีความหมายเช่นเดียวกับ “ระเบียง” แต่ให้ความรู้สึกว่าเป็นพื้นที่ที่ยื่นออกมาจากชั้นล่างของอาคาร  ส่วนจะให้ความรู้สึกว่ามีหลังคาคลุมหรือไม่นั้นยังไม่แจ้งชัด ชัดอยู่ที่ว่าน่าจะเป็นพื้นที่ใหญ่มากกว่าระเบียง เหล่านี้ไม่ใช่คำตอบที่เป็นกฎเกณฑ์ แต่เป็นความรู้สึกความเข้าใจที่เราใช้กันมานาน

ความจริงตำแหน่งของพื้นที่เหล่านี้เกิดจากการกำหนดขึ้น แต่ควรมีหลักการว่าสามารถใช้สอยได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ เช่น หลบฝนหลบแดดได้ มีความเป็นสัดส่วนพอควรสำหรับกรณีที่ให้เป็นที่ใช้สอย อยู่ในตำแหน่งที่สามารถให้ประโยชน์ตามจุดประสงค์ของการใช้สอยได้เต็มที่ เช่น ใช้เป็นตัวเปลี่ยนระดับ เปลี่ยนความรู้สึก ก่อนที่จะไปยังห้องหรือบริเวณอื่นได้ดี

นอกจากนี้แล้ว เรายังกำหนดให้พื้นที่เหล่านี้อยู่เป็นเอกเทศได้  โดยการกำหนดรูปแบบของการใช้สอยขึ้นมา เช่น กำหนดเป็นลานโล่งสำหรับประกอบกิจกรรมต่าง ๆ แต่ก็ยังคงหลักการเชื่อมต่อระหว่างบริเวณหรืออาคารด้วยทางเดิน ระแนงปลูกต้นไม้ แนวต้นไม้ ซึ่งกรณีนี้ คำว่า ANTI-SPACE คงจะเลือนความหมายของมันไปบ้าง

ถ้าไม่มีชาน ระเบียง และเฉลียง จะได้ไหม คำตอบก็คือได้ แต่มันจะให้ความรู้สึก “ด้วน ๆ” ชอบกล จิตวิทยาของมนุษย์นั้นชอบความเป็นอิสระ การเข้าบ้านโดยไม่รู้สึกถึงการ “เปลี่ยน” และ “เตรียมตัว” เสียก่อนจะกลายเป็นการถูกยัดเยียด เหมือนการจะถูกจองจำ ความรู้สึกนี้หลายท่านอาจจะเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ก็คงต้องมองว่า “แนวโน้ม” อย่างไหนจะมากกว่ากัน

ระดับของชานและระเบียงนั้นขึ้นอยู่กับสภาพการใช้สอย  โดยทั่วไปแล้วจะมีระดับที่แตกต่างจากพื้นที่ที่จะเข้าถึง  ซึ่งมันจะมีประโยชน์ในเรื่องความรู้สึกที่แตกต่าง และการกันน้ำฝนไม่ให้ไหลเข้าสู่พื้นที่อื่น ๆ ในกรณีที่มันอยู่ภายนอกอาคาร แต่ถ้าเป็นภายในอาคาร อาจจะกำหนดให้อยู่ระดับเดียวกันได้ แต่จะเน้นให้เกิดความรู้สึกแตกต่างด้วยสีและชนิดของวัตถุหรือด้วยปริมาณพื้นที่ของมัน หลายครั้งเราอาจเรียกว่า “โถง” เช่น โถงบันได โถงหน้าห้อง

จุดสำคัญในเรื่องนี้ อยากจะเน้นให้ท่านได้เห็นความสำคัญของมันในแง่ของการใช้สอยมากกว่าเป็นพื้นที่สำหรับเปลี่ยนความรู้สึก ซึ่งหมายความว่า มันควรจะใช้สอยได้เต็มที่ มากกว่าจะเป็นพื้นที่ “ประดับ” หรือให้โทษมากกว่าคุณ

วัสดุที่ใช้ก่อสร้างพื้นที่เหล่านี้สามารถใช้ได้ทั้งไม้และคอนกรีต ประดับผิวด้วยวัสดุบุผิวหลายชนิดที่กันแดดกันฝนได้ ทำนองเดียวกันก็มีความแข็งแรงในการรับน้ำหนักของการใช้สอยทั่ว ๆ ไปได้

ขนาดพื้นที่ของ ANTI-SPACE ตามหลักการนั้นดูจะไม่ใหญ่โตนัก เพราะเป็นเพียงจุด “เปลี่ยน” เท่านั้น อย่างน้อยตั้งแต่ 1-8 ตารางเมตร สำหรับอาคารพักอาศัยทั่วไป  ถ้าใหญ่กว่านั้น จะกำหนดเป็นพื้นที่ใช้สอยไปโดยปริยาย คือ ชาน ระเบียง และเฉลียงนั่นเอง  แต่ถ้าเป็นอาคารขนาดใหญ่ ขนาดพื้นที่เหล่านี้ก็จะมากขึ้นตามส่วน

ระเบียง เฉลียง ชาน น่าจะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอาคารแทบทุกชนิด โดยเฉพาะกับอาคารในเมืองร้อนชื้นอย่างเรา สำคัญที่การกำหนดตำแหน่งที่เหมาะสมต่อสภาพการใช้สอย หรือเน้นนำให้เข้ามาใช้สอยได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น มันจะต้องมีความแข็งแรง ทนทาน ขนาดพอเหมาะต่อการใช้สอยกันแดดฝนได้ตามความจำเป็น มีคุณลักษณะที่จะกลายเป็นตัวเชื่อมระหว่างบริเวณกับบริเวณและกับห้องได้  เพราะมันมีผลโดยตรงต่อความรู้สึกและการใช้สอย

อย่างไรก็ตาม ทั้งสามคำที่ว่ามาก็ยังมีความหมายที่คาบเกี่ยวกันมาก การแยกแยะว่าอย่างไหนเรียกว่าอะไรก็ไม่เคร่งครัดมากนัก  ยังมีอีกคำหนึ่ง คือ “ลาน” คำนี้น่าจะเป็นพื้นที่ภายนอกตัวบ้านกลางแจ้งที่ทำพื้นอยู่บนดินขนาดใหญ่ คนไทยเรามีใช้กันมานาน เช่น ลานวัด ลานบ้านในหมู่บ้านชนบท เป็นต้น

องค์ประกอบทั้งหมดที่ว่ามานี้ เป็นองค์ประกอบสำหรับการใช้สอยที่สะท้อนความต้องการของเราโดยตรง ดังนั้น การกำหนดและก่อสร้างควรอยู่ในความคิดคำนึงเพื่อประโยชน์ใช้สอยสูงสุดมากกว่าที่จะกำหนดให้มีขึ้นโดยไม่ได้ประโยชน์อะไร

แบบบ้านและการตกแต่งห้อง ที่น่าสนใจ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>