ไฟสนาม:องค์ประกอบอย่างหนึ่งในสนามหญ้าหรือสวน

August 29, 2011 by

ไฟสนามหรือเรียกให้เต็มยศว่าไฟฟ้า แสงสว่างในสนามนั้นเป็นองค์ประกอบประเภทสิ่งใช้สอยอย่างหนึ่งในสนามหญ้า ซึ่งมักจะหมายถึงสวนด้วยนั้น สำหรับความรู้สึกของชาวบ้านอย่างเราแล้ว คงจะบอกว่าเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นอย่างยิ่งยวดนัก

งานออกแบบจัดสวนบ้าน โดยทั่วไปจะกำหนดตำแหน่งของไฟฟ้าสนามไว้เป็นเรื่องสุดท้าย หลังจากที่สรุปแบบสวนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลายครั้งอาจจะไม่ใช้ไฟฟ้าสนามเลยก็มี หากมองในแง่ของการออกแบบ และในแง่ของการปฏิบัติ โดยเฉพาะในต่างประเทศ (ทีเจริญกว่า) แล้ว เขาจะกำหนดเนื้อหาของไฟฟ้าแสงสว่างเอาไว้ด้วยอย่างจริงจัง เพราะแนวความคิดในการใช้แสงสว่างในสนามหรือในสวนนั้นก็เพื่อ

–         เพื่อความสว่างสำหรับอำนวยประโยชน์ต่อการมองเห็น ต่อการใช้สอยในเวลาค่ำคืน

–         เพื่อใช้แสงสว่างสำหรับการเน้นบรรยากาศของสนามหรือสวนในเวลาค่ำคืน

–         เพื่อใช้รูปลักษณ์ของดวงโคมเป็นองค์ประกอบของสวน เป็นของตกแต่งภายในสวนได้อีกประการหนึ่งในเวลากลางวัน

ดังนั้น หากจะใช้ไฟฟ้าแสงสว่างในสนาม ในสวนของท่านแล้วก็ขอให้คำนึงถึงแนวความคิดสามประการข้างต้น เพราะมันจะเป็นอิทธิพลต่อการกำหนดตำแหน่ง การเลือกใช้ความสว่างและการเลือกใช้รูปลักษณ์ของดวงโคม ซึ่งจะขอกล่าวถึงรายละเอียดดังต่อไปนี้

การกำหนดตำแหน่ง

การกำหนดตำแหน่งก็คือการวางผังไฟฟ้านั่นเอง ซึงจะรวมถึงการกำหนดผังสายไฟฟ้า การกำหนดตำแหน่งดวงโคม ซึ่งจะเป็นเรื่องที่จะต้องออกแบบต่อเนื่องกันไป สำหรับการปฏิบัติในบ้านเรานั้นอาจทำได้ง่าย โดยกำหนดตำแหน่ง และชนิดของดวงโคม (เช่น โคมช่อ โคมเดี่ยว โคมสูง หรือโคมเตี้ย) เท่านั้น จากนั้นก็เป็นเพียงหน้าที่ของช่างไฟฟ้าที่จะเข้ามาเดินสายไฟไปยังตำแหน่งที่ระบุพร้อมกับการติดตั้งสวิทช์และดวงโคมจนแล้วเสร็จ

แนวความคิดในการกำหนดตำแหน่งก็คือ

–         ได้แสงสว่างที่พอเพียงในบริเวณที่ต้องการ

–         เน้นนำให้เกิดบรรยากาศ(ด้วยแสงสว่าง)

–         สามารถใช้ดวงโคมเป็นของตกแต่งในสนาม

การกำหนดแสงสว่างให้พอเพียงต่อการใช้สอยนั้นเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก ถ้าจะพิจารณากันตามทฤษฎี แต่ก็อาจเป็นเรื่องไม่ยาก หากจะกำหนดกันอย่างไทย ๆ ที่หมายถึงการกำหนดตามความรู้สึกว่าสนามในเนื้อที่ขนาดนี้ควรมีไฟฟ้าเท่านี้ หรือสนามรูปร่างอย่างนี้ควรมีไฟฟ้าตรงไหน ด้วยวิธีวัดด้วยความรู้สึกจากประสบการณ์ของนักออกแบบสวน หรือช่างไฟฟ้า อย่างนี้ก็พอจะใช้เป็นข้อสรุปสำหรับการกำหนดตำแหน่งของดวงโคมในแง่ของแสงสว่างได้

หลักการง่าย ๆ ที่ใช้สรุปก็คือหากใช้ไฟช่อ 4-5 ดวง ต่อจุด โดยใช้ไฟดวงละ 40 วัตต์ เราจะกำหนดความห่างระหว่างจุดของไฟฟ้าช่อนั้น ๆ ในเกณฑ์ 8-10 เมตร หากเป็นไฟเดี่ยวดวงละ 60 วัตต์ ความห่างระหว่างจุดก็อยู่ในเกณฑ์ 5-8 เมตร ทั้งนี้ก็ยังขึ้นอยู่กับแนวความคิดในเรื่องของการสร้างบรรยากาศและการใช้ของตกแต่งด้วย ดังนี้

การเน้นนำให้เกิดบรรยากาศ เป็นผลโดยตรงมาจากการกำหนดดวงโคมเพื่อให้ความสว่าง แนวความคิดในการสร้างบรรยากาศด้วยแสงสว่างนั้นมี 2 ประการใหญ่ ๆ คือ

1.  การใช้ความเข้มส่องสว่าง(LIGHT INTENSITY) เป็นตัวสร้างบรรยากาศ

2.  การใช้ทิศทางการส่องสว่าง(LIGHT DIRECTION) เป็นตัวสร้างบรรยากาศ

ประการแรก เราจะพบว่าบรรยากาศในสนามหรือสถานที่ใดจะมีความแตกต่างกันก็ด้วยความสว่างของดวงโคมที่ใช้แสงที่สว่างจ้าทั่วถึงจะให้ความรู้สึกเปิดเผย เด่นชัด ในขณะที่แสงสว่างเฉพาะบริเวณในระดับความเข้มของแสงที่แตกต่างกันจะให้ความรู้สึกน่าสนใจ ความรู้สึกโดดเด่น

ประการที่สอง  การใช้ทิศทาง การส่องสว่างที่หมายถึงการกำหนดทิศทางทั้งแสงส่อง เช่น กระจายรอบตัว ส่องขึ้นด้านบน ส่องลงด้านล่าง หรือส่องทั้งข้างล่างและข้างบน การกำหนดทิศทางเช่นนี้จะช่วยสร้างความรู้สึกสัมผัสที่แตกต่างกัน เราคงจะเคยเห็นว่าการส่องไฟไปยังส่วนต่าง ๆ ของต้นไม้ ไม่ว่าจะเป็นไม้ยืนต้นหรือไม้พุ่มในลักษณะต่าง ๆ กันจะให้ความน่าสนใจที่แตกต่างกัน หรือแม้แต่การส่องไปยังองค์ประกอบอื่น ๆ ของสนาม เช่น รูปปั้น น้ำพุ บ่อน้ำ ก็ให้ผลต่อความรู้สึกที่แตกต่างกันทั้งสิ้น โดยทั่วไปก็เพื่อเน้นให้เห็นเด่นชัดเพื่อเป็นจุดสนใจของสนามหรือบริเวณนั้นนั่นเอง ซึ่งจะเห็นว่าน้ำพุ บ่อน้ำ รูปปั้น ต้นไม้ใหญ่ที่มีรูปทรงกิ่งก้านสวยงามจะเน้นนำให้โดดเด่นด้วยแสงสว่างในยามค่ำคืนทั้งสิ้น

การใช้ดวงโคมเป็นของตกแต่ง  เรื่องนี้เป็นผลพลอยได้โดยปริยายสำหรับการใช้ไฟฟ้าแสงสว่าง ดังนั้นผู้ผลิตออกแบบดวงโคมในรูปลักษณ์ต่าง ๆ มากมายหลายชนิด รวมถึงองค์ประกอบของดวงโคม เช่น เสาของดวงโคม วัสดุหุ้มห่อหรือยึดเหนี่ยวดวงโคม รูปลักษณ์หลากหลายเหล่านี้ก็เพื่อสร้างความงามและใช้สำหรับการตกแต่งในสนามด้วย

เราจะเห็นว่าการใช้ขนาดดวงโคมเล็กใหญ่ การใช้ความสูงต่ำของเสาดวงโคมจะมีผลในเชิงองค์ประกอบทางศิลปะของส่วนนั้น เช่น ใช้เสาสูงกับกลุ่มต้นไม้ขนาดกลางเพื่อเน้นให้กลุ่มนั้นเด่นขึ้นใช้เสาเตี้ยกับกลุ่มไม้พุ่มเพื่อให้จุดเด่นขึ้นด้วยเส้นตั้งของเสานั้น หรือการใช้เสาและดวงโคมเพื่อทำให้บรรยากาศของสวนในรูปแบบธรรมชาติมีความประณีตพิถีพิถันขึ้น

การเลือกรูปแบบของเสาและดวงโคมมีผลต่อความเหมาะสมกับรูปแบบของสวนหรือสนามนั้น ๆ ซึ่งพอจะสรุปหลักการคร่าว ๆ ดังนี้

–         รูปแบบของศิลปะโบราณ เหมาะกับสวนที่ออกแบบในลักษณะประดิษฐ์ มีความเป็นระเบียบ มีลักษณะของการออกแบบรูปทรงเส้นสาย จังหวะของกลุ้มต้นไม้ (ที่เรียกว่า FORMAL STYLE)

–         รูปแบบของศิลปะยุคกลางถึงยุคปัจจุบัน เหมาะกับสวนกึ่งประดิษฐ์ กึ่งธรรมชาติ และยังใช้ได้กับรูปแบบของสวนทั่ว ๆ ไป

–         รูปแบบของศิลปะสมัยใหม่ ซึ่งมักจะเป็นรูปทรงเรขาคณิต มีความเรียบง่าย เหมาะกับสวนแบบสมัยใหม่

สวนที่มีการออกแบบเส้นสาย จังหวะในเชิงสมัยใหม่ ซึ่งมักจะเป็นลวดลายเรขาคณิต รูปกลม รูปเหลี่ยม รูปทแยง ฯลฯ รูปแบบของเสาไฟ ดวงโคมแบบนี้ก็ยังสามารถใช้กับงานจัดสวนทั่ว ๆ ไปได้เช่นกัน ความรู้สึกของเสาไฟฟ้าและดวงโคมไฟเช่นนี้ จะทำให้ความรู้สึกสะอาดปราดเปรียว เหมาะกับกลุ่มต้นไม้ที่มีสีสดใส

ชนิดของไฟสนาม

ไฟสนามจำเป็นจะต้องเป็นไฟที่มีดวงโคมกันน้ำได้ มีความทนทานพอสมควร ระบบไฟฟ้าที่ใช้กับไฟสนามก็เป็นไฟบ้านธรรมดา สำหรับบ้านเราก็เป็นไฟ 220 โวลท์ ส่วนชนิดของหลอดไฟนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการกำลังส่องสว่างความต้องการทิศทางและสีสันของแสงสว่าง มีรายละเอียดดังนี้

1.  หลอดธรรมดา (INCANDESCENT LAMP) ก็คือหลอดทรงกลมใสหรือขุ่นรูปร่างคล้ายน้ำเต้าที่ใช้กันทั่วไปนั่นเอง เป็นหลอดที่ให้แสงสว่างโดยเฉพาะ มักจะต้องมีโคมไฟประกอบเพื่อความสวยงาม หลอดแบบนี้ใช้กับไฟสนามแบบเป็นโคมเดี่ยวและโคมช่อ เป็นที่นิยมทั่วไปเพราะใช้ง่าย อายุการใช้งานนาน ราคาถูก

2.  หลอดฟลูออเรสเซนต์ หรือที่เรามักเรียกกันผิดว่าหลอดนีออน เป็นหลอดรูปทรงกระบอก ตัวหลอดสีขาวขุ่นแสงไฟเป็นแสงนวลขาวเย็นตา มีความสว่างมากกว่าหลอดธรรมดา โดยทั่วไปจะใช้เป็นหลอดไฟฟ้าแสงสวางภายในอาคาร การนำมาใช้เป็นไฟสนามมักจะเป็นลักษณะของไฟส่องทางที่ต้องการแสงมากและเปิดตลอดเวลา เช่น ไฟถนน(ภายในบ้าน) หรือคฤหาสน์ใหญ่ ส่วนที่นำมาใช้เป็นไฟสนามจริง ๆ ก็มี ให้แสงสว่างมากกว่าหลอดธรรมดา ตัวโคมมักเป็นรูปจานหนาเพื่อบรรจุหลอดแบบนี้ที่ทำเป็นรูปวงกลมลงไปได้

3. หลอดแก๊ส หลอดนีออนก็คือหลอดแก๊สประเภทหนึ่ง หลอดแก๊สทำงานโดยใช้แก๊สเป็นตัวให้แสง เช่น นีออน ไอปรอท และโซเดียม โดยเฉพาะหลอดโซเดียมนั้นก็คือหลอดแสงจันทร์ที่นิยมใช้ส่องถนนหลวงหรือถนน เหมาะกับการให้แสงสว่างในพื้นที่ขนาดใหญ่

4.  สปอตไลท์(SPOT LIGHT) ก็คือ หลอดที่ทำงานในระบบแบบหลอดธรรมดานั่นเอง คือ ใช้ไส้หลอดเป็นตัวให้แสงสว่าง ผิดกันที่กระเปาะหลอด ซึ่งมักจะทำหน้าที่เป็นดวงโคมไปในตัวนั้นจะเป็นหลอดแก้วหนารูปกรวย หรือรูปพาราโบลา ภายในทำเป็นเงาเพื่อสะท้อนแสงให้พุ่งออกมาเฉพาะข้างหน้า (เหมือนหลอดไฟหน้ารถยนต์) และให้แสงที่แรงกว่า คือตั้งแต่ 100 วัตต์ขึ้นไป แสงที่เปล่งออกมาจะเป็นลำแสงเฉพาะจุด เราจึงเรียกว่า SPOT LIGHT เรานิยมใช้สปอตไลท์ส่องสว่างเพื่อเน้นให้เห็นจุดเด่น เช่น ใช้ส่องบ่อน้ำ รูปปั้น ไม้ยืนต้นที่รูปทรงกิ่งก้านสวยงาม

ขนาดและรูปทรงของไฟสนาม ความจริงขนาดและรูปทรงของไฟสนามนั้นขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งานและความสวยงามมากกว่า การเลือกใช้ให้คำนึงถึงพื้นที่ว่างเป็นเกณฑ์ ซึ่งจะต้องมีความสอดคล้องกันในเรื่องของขนาดนั่นเอง ข้อคิดในการเลือกขนาดของดวงโคมนั้น กลับอยู่ที่ตำแหน่งความสูงของดวงโคมนั้น ซึ่งมีอยู่ 3 ลักษณะ คือ

–         เตี้ยติดดิน เช่น สปอตไลท์ที่ใช้ส่องขึ้นข้างบน

–         เตี้ยปานกลาง คือสูงจากพื้นดินประมาณ 0.90 เมตร ใช้สำหรับส่องมายังไม้พุ่มสนามในบริเวณนั้น

–         สูง  ไฟสูงก็คือไฟที่ใช้เสาสูง เพื่อให้ดวงไฟกระจายแสงสาดส่องไปทั่วบริเวณ ไฟสูงในลักษณะนี้ควรอยู่ในระดับตั้งแต่ 1.80 เมตรขึ้นไป เพื่อไม่ให้แสงไฟส่องกระทบสายตาของเราได้โดยตรง

การกำหนดตำแหน่งไฟให้เกิดความงาม

นอกจากความสว่างแล้ว ความงดงามที่พิจารณาในเชิงของตกแต่งและการประกอบกับรูปลักษณ์ของสวน ของต้นไม้ ก็มีส่วนสำคัญมากและถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาไปพร้อมกับการกำหนดในแง่ของความสว่างด้วย ซึ่งเราจะเห็นว่าตำแหน่งของเสาไฟมักจะอยู่ในบริเวณเดียวกับไม้พุ่ม ไม้ยืนต้น หินริมบ่อน้ำ คือถ้าไม่จำเป็นก็จะไม่วางอยู่โดด ๆ กลางสนาม การอยู่ในบริเวณเดียวกับองค์ประกอบต่าง ๆ ในสนามนั้นจะตัดปัญหาเรื่องการเกะกะกีดขวางไปได้ และถ้าจำเป็นจะต้องอยู่ลอย ๆ ก็ต้องพยายามไม่ให้กีดขวางทางและทัศนียภาพ ดังนั้นแนวความคิดในการกำหนดตำแหน่งไฟเพื่อประโยชน์ใช้สอย และความงามก็คือ

–         อยู่บริเวณทางสัญจรภายในสนาม เช่น ริมขอบทางเดิน

–         อยู่บริเวณกลุ่มต้นไม้ เพื่อเน้นให้มองเห็นและสร้างจุดเด่นให้กับกลุ่มต้นไม้และบริเวณ

–         กำหนดตำแหน่งของไฟแต่ละจุดให้ห่างกันพอสมควร เพื่อแสงจะได้เฉลี่ยกระจายได้ทั่วถึงตลอดพื้นที่

–         อยู่ในบริเวณที่เป็นซอกมุมของสนาม

–         อยู่ในบริเวณเนินหรือกลุ่มต้นไม้ที่เป็นจุดเด่นของสนาม

–         อยู่ในบริเวณที่ต้องการแสงสว่างโดยเฉพาะ เช่น บริเวณทางขึ้นศาลาพักผ่อน(ในสนาม) บริเวณริมสระน้ำ บริเวณรูปปั้น บริเวณน้ำพุ หรือน้ำตก สำหรับบริเวณน้ำตกนั้นมีข้อเสนอว่าควรใช้สปอตไลท์ จะดูแนบเนียนและให้บรรยากาศที่ดีกว่า

การเดินสายไฟสนาม

การเดินสายไฟสนามก็อาศัยหลักการเดียวกับการเดินสายไฟบ้าน แตกต่างกันที่สถานที่ที่ต้องเดินสายไฟผ่านไปยังดวงโคมนั้นมักจะเป็นพื้นดิน การเดินสายไฟมักจะต้องฝังในดินเพื่อความเรียบร้อย เพื่อสามารถปูหญ้า ปลูกต้นไม้ได้ การเดินสายไฟฝังในดินสามารถทำได้ 2 วิธีคือ

–         ใช้วิธีฝังท่อร้อยสาย

–         ใช้สายไฟชนิดฝังดินได้

กรณีแรกเป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไปสำหรับสายไฟธรรมดา การเดินท่อร้อยสายสามารถทำได้ง่ายและช่วยป้องกันความชื้นและอันตรายแก่สายไฟได้ดีพอสมควร ดังนั้น ท่อร้อยสายควรเป็นท่ออย่างดี(หนา) หรือเป็นท่อสำหรับร้อยสายฝังดินโดยเฉพาะ

กรณีที่ใช้สายชนิดฝังดิน ซึ่งมี CODE เรียกว่าสายชนิด NYY นั้น เป็นลักษณะของสายไฟที่ภายนอกเป็นฉนวนยางสีดำมีความหนาและเหนียวพอสมควร สามารถเดินสายฝังดินได้ทันที สามารถทำงานได้สะดวกรวดเร็วกว่าการใช้ท่อร้อยสาย ปัญหาของสายชนิดนี้ก็คือ หากเกิดการเสียหายฉีกขาดของฉนวนหุ้มจนเห็นสายทองแดงภายใน การซ่อมแซมอาจทำได้ยาก แม้ทำได้อาจไม่เรียบร้อย เมื่อฝังดินน้ำและความชื้นสามารถเข้าได้ ทำให้ไฟรั่วเป็นอันตรายได้

การเดินสายไฟสนามนั้นควรจะกำหนดวงจรเฉพาะไฟสนามโดยเฉพาะจะแยกเป็นวงจรก็ได้ ขึ้นอยู่กับจำนวนของไฟสนาม และความต้องการในการเปิดปิดไฟในตำแหน่งต่าง ๆ และการติดตั้งสวิตช์หรือฟิวส์ตัดไฟเอาไว้ด้วย การเดินไฟสามารถเดินจากสายภายนอกคือสายเมนของการไฟฟ้าฯ แต่ต้องผ่านมิเตอร์ก่อนหรือจะเดินแยกมาจากแผงไฟ(สวิตช์บอร์ด) จากภายในบ้านก็ได้ แต่ไม่ควรพ่วงวงจรไฟฟ้าวงจรใดวงจรหนึ่ง จากภายในหรือภายนอกบ้าน เพราะวงจรไฟสนามนั้นอาจใช้ไฟในปริมาณมากเกินกว่าที่ปริมาณไฟของสายวงจรที่ถูกต่อพ่วงนั้นจะมีพอ ทำให้ฟิวส์หรือสวิตช์ตัดตอนต้องทำงาน(ตัดไฟ) ทุกครั้ง เมื่อเปิดไฟสนามนั้น

ในการกำหนดวงจรของไฟสนามนั้น ควรยึดหลักง่าย ๆ ว่าให้สามารถเปิดไฟในตำแหน่งที่กระจายได้ทั่วถึง โดยไม่จำเป็นต้องเปิดไฟหมดทุกวงจร ทั้งนี้เพื่อความประหยัด และเป็นไปตามความจำเป็น เช่น มีไฟสนาม 6 จุด แบ่งเป็นวงจร ๆ ละ 3 จุด 3 จุดดังกล่าวควรเป็นจุดต้น กลาง และปลายของตำแหน่งมิใช่เป็น 3 จุดแรกของสนาม ไม่เช่นนั้นแล้วเราก็จะต้องเปิดวงจรที่ 2 ซึ่งจะต้องเป็นตำแหน่งปลายของสนามด้วยโดยปริยาย ซึ่งจะไม่เป็นการประหยัด เพราะตามปกติการเปิดไฟสนามทั้งหมดมักจะเป็นการใช้ในกรณีพิเศษ เช่น จัดงานเลี้ยง หรือกรณีที่ต้องการความสว่างเต็มที่

นอกจากนี้ก็ควรพิจารณาถึงไฟจากส่วนอื่น เช่น ไฟรั้ว ไฟจากระเบียงบ้าน ไฟกิ่งที่ผนังบ้าน ซึ่งจะให้ความสว่างแก่สวนหรือสนามได้เช่นกัน จึงไม่จำเป็นต้องติดตั้งไฟสนามในบริเวณที่ใกล้กัน

ไฟสนามอาจแลดูว่าไม่มีความจำเป็นสำหรับชีวิตคนไทย แต่ยามที่ต้องการแล้ว ไฟสนามจะมีค่ายิ่ง เพราะนอกจากติดตั้งเพื่อความสวยงามแล้ว ยังช่วยป้องกันการโจรกรรมได้ด้วย การติดตั้งโดยคำนึงถึงการใช้สอยอย่างประหยัด และเพื่อความสวยงามแล้ว ไฟสนามจึงมิใช่เรื่องไร้สาระหรือสิ้นเปลืองแต่อย่างใด หลักการที่กล่าวมานั้นคงทำให้รู้จักไฟสนามกันได้บ้าง

แบบบ้านและการตกแต่งห้อง ที่น่าสนใจ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>