จะปูพื้นด้วยแกรนิตหรือหินอ่อนดี

September 28, 2011 by

ระยะนี้ไม่ว่าจะเป็นอาคารสาธารณะหรือเคหสถานส่วนตัวที่ได้พบเห็นมักจะปูพื้น ด้วยวัสดุประเภทหินแปรรูป การนำหินทั้งหลายมาแปรรูปเพื่องานตกแต่งใช่ว่าเพิ่งเริ่มมี นับย้อนไปเมืองไทยมีการใช้หินอ่อนเข้ามาในงานสถาปัตยกรรมก็ร้อยกว่าปี อย่างเช่นที่วัดเบญจมบพิตร หรือพระที่นั่งอนันตสมาคม ที่ต้องสั่งหินอ่อนมาจากประเทศอิตาลี ปัจจุบันประเทศไทยเราก็มีเหมืองหิน ไม่ว่าจะเป็นหินอ่อนหรือหินแกรนิต และการตกแต่งสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ก็ใช้กันอย่างแพร่หลายที่เห็นกันจนชินตาก็ต้องเป็นหินอ่อน บ้านส่วนมากมักจะใช้หินอ่อนในการตกแต่งในส่วนของพื้นหรือไม่ก็ผนัง แม้กระทั่งทาวน์เฮ้าส์ก็ใช้หินอ่อนเข้ามาตกแต่งเพื่อจูงใจผู้ซื้อ เพราะหินอ่อนยังคงเป็นวัสดุที่ทุกคนยอมรับว่ามีค่าและราคาแพง

แต่ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ประเภทหินแปรรูปอีกอย่างหนึ่งที่กำลังเข้ามามีบทบาทอย่างมาก นั่นก็คือหินแกรนิต ทั้งที่หินแกรนิตก็มีมานานแล้ว แต่การใช้ไม่ค่อยแพร่หลายนัก อาจจะเพราะการติดตั้งค่อนข้างใช้เวลาในการตัดแต่ง นี่คือข้อจำกัดในยุคก่อน สมัยนี้การติดตั้งหินแกรนิตไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากปัจจุบันหลาย ๆ อย่างพัฒนามากขึ้น ดังนั้นจะเห็นว่ามีการใช้หินแกรนิตเป็นวัสดุประกอบอาคารหลายต่อหลายแห่ง เช่น อาคารไทยวา ตรงสาธรใต้ และโรงแรมโนโวเทล ซึ่งใช้ในการตกแต่งภายใน

หินทั้งสองอย่างนี้มีบทบาทในวงการสถาปัตยกรรมมาช้านาน และยังคงมีต่อไป ดังนั้นเราลองมาดูถึงคุณสมบัติของหินเหล่านี้ เพื่อการตัดสินใจในการเลือกใช้

หินแกรนิต

การนำหินแกรนิตมาใช้ในวงการก่อสร้างมีมานานแล้ว ทั้งในสภาพที่เป็นก้อนยังไม่ได้ตัดแต่ง ซึ่งก็ให้ความรู้สึกต่างจากที่ตัดแต่งเป็นแผ่นเรียบร้อยแล้ว หินแกรนิตที่เป็นก้อนมักจะนำมาใช้ในการประดับตามสวนหรือก่อเป็นกำแพงโดยใช้ซีเมนต์เป็นตัวประสานจะเห็นว่าในยุคหนึ่งนิยมทำกำแพงเช่นนี้ตามที่พักอากาศแถบชายทะเล ปัจจุบันยังเห็นหลงเหลือตามแถบชายทะเลบางแสน หินแกรนิตที่เป็นแผ่นเรียบมักจะใช้ปูพื้น เนื่องจากความคงทนแข็งแรงและผิวมันวาวโดยธรรมชาติ อาศัยการขัดแต่งเพียงเล็กน้อย โดยไม่ต้องใช้น้ำยาใด ๆ เคลือบแต่ง ปัจจุบันเราจะเห็นว่าอาคารที่สร้างใหม่ ๆ มักใช้หินแกรนิตทำเป็นพื้นหรือผนังภายใน สาเหตุที่หินแกรนิตหวนกลับมาเป็นที่นิยมอีก เพราะเกิดจากแรงผลักดันของนักออกแบบสถาปนิก ซึ่งต้องการวัสดุใหม่ ๆ นอกเหนือจากที่มีอยู่แล้วแต่วัสดุสำหรับวงการก่อสร้างเราไม่ได้กว้างมากนัก ดังนั้นการหวนกลับไปหาของเก่าจึงเป็นเรื่องปกติ อีกสาเหตุหนึ่งก็เพราะเทคโนโลยีปัจจุบันได้ก้าวหน้ามากขึ้น การตัดแต่งหินแกรนิตก็มีเครื่องมือเข้ามาช่วยแทนการใช้แรงคน ต้นทุนการผลิตจึงลดลง สามารถผลิตได้จำนวนมาก การกลับมาอีกครั้งของหินแกรนิตจึงเป็นไปอย่างแพร่หลาย

ข้อดีของหินแกรนิตที่ต่างจากหินอ่อนคงเป็นเรื่องความแข็งแรง เนื่องจากเนื้อหินประกอบไปด้วยแร่ธาตุจากหินภูเขาไฟที่ตกผลึกรวมตัวกัน ลักษณะจะเป็นเม็ดผลึกรวมตัวกันเป็นจุด ๆ ถ้ามีแร่ควอทซ์มากจะมีเกล็ดเป็นมันวาวทำให้มีความแข็งแรงมากขึ้น สีของหินแกรนิตที่มีในประเทศเราก็มี สีส้ม ชมพู ดำเทา เทา ซึ่งสีเหล่านี้จะมีสีน้ำตาลเจือปนไม่มีเนื้อสีล้วน ๆ เช่นของต่างประเทศ ซึ่งก็มีการนำเข้ามาจากประเทศอิตาลี มีสีต่างจากของบ้านเรา เช่น สีน้ำเงินเกล็ดขาว สีแดง สีดำเกล็ดขาว น้ำตาล สีสันของแกรนิตที่สั่งเข้าจะมีสีชัดเจนสวยงาม แต่ก็มีราคาแพงกว่าของในประเทศประมาณสองถึงสามเท่า

ในแง่ของการติดตั้งหินแกรนิตต้องใช้เครื่องมือตัดโดยเฉพาะ เนื่องจากมีความแข็งมากต้องใช้เวลานาน ดังนั้นการติดตั้งจึงให้ลงตัวด้วยขนาดที่มาจากโรงงาน มีตั้งแต่ 30×30 ซม. เรื่อยไปจนถึง 60×90 ซม. ความหนาก็ประมาณ 2 ซม. เนื่องจากหินแกรนิตมีความแข็งแรงมาก สามารถตัดได้ใหญ่กว่าขนาดมาตรฐาน อาจจะได้ถึง 2×2 เมตร

วัสดุที่ใช้ติดหินแกรนิตกับพื้นผิวก็คือซีเมนต์ธรรมดานี่แหละ และต้องยาแนวด้วยซีเมนต์ขาวผสมสีฝุ่นตามสีของหินยาแนวถึงแม้รอยขอบเนื่องจากการตัดของแกรนิตจะเรียบมาก แต่การยาแนวก็ทำให้ดูเรียบร้อยมากขึ้น

ความคงทนของแกรนิตมีมากกว่าหินอ่อนเป็นวัสดุปูพื้นที่ดีทีเดียว ความมันของผิวหน้านั้นขนาดปากกาลูกลื่นก็ขีดไม่ติด แต่ก็ไม่ลื่นเสียจนเดินไม่ได้ บางคนก็สงสัยเมื่อเห็นความมันของพื้นที่ปูด้วยหินแกรนิตว่าจะลื่นมาก แต่ความเป็นจริงไม่ลื่นจนเป็นอันตราย เพราะไม่มีการเคลือบผิวด้วยวัสดุใด ๆ ความมันวาวนั้นเกิดจากธรรมชาติของหินเอง การปูพื้นในพื้นที่กว้าง ๆ หินแกรนิตดูจะเหมาะสมที่สุด เนื่องจากลักษณะเป็นผลึกสีจุด ๆ ทำให้แผ่นหนึ่ง ๆ มีสีสม่ำเสมอ และหินแกรนิตที่มาจากแหล่งเดียวกันสีจะเหมือน ๆ กัน เมื่อนำมาต่อเป็นพื้นที่กว้าง ๆ จึงมีความสม่ำเสมอของสี ดูเรียบร้อยสวยงาม

หินอ่อน

หินอ่อนเกิดจากการตกตะกอนของหินปูนพบแหล่งหินอ่อนมากทางภาคเหนือ ภาคอีสาน และบางจังหวัดของภาคใต้ ดังนั้นหินอ่อนออกมา จึงเพียงพอต่อความต้องการในประเทศแต่ก็ยังมีการสั่งเข้ามาจากประเทศอิตาลี เนื่องจากสีของหินอ่อนในประเทศไม่ชัดเจน มักมีหินอื่นเจือปนอยู่เป็นจำนวนมาก สีของลายจึงไม่สม่ำเสมอ เมื่อนำมาปูพื้นเป็นพื้นที่ใหญ่ ๆ มักเกิดการเพี้ยนของสี แม้จะเป็นหินอ่อนที่มาจากแหล่งเดียวกัน ดังนั้นเวลาใช้หินอ่อนปูพื้นจึงมีผู้นิยมใช้หินอ่อนที่สั่งจากต่างประเทศมากกว่าถ้าจะใช้ในพื้นที่กว้าง ๆ

หินอ่อนที่มาจากแหล่งหินธรรมชาติจะนำมาตัดแต่งให้ได้ตามขนาดที่ต้องการ ซึ่งก็มีตั้งแต่ 15×30 ซม. เรื่อยไปจนถึง 60×90 ซม. ความหนาก็ประมาณ 2 ซม. อาจจะตัดแต่งให้มีขนาดใหญ่กว่านี้ก็ได้ แต่จะยุ่งยากมาก เพราะเนื้อหินอ่อนที่ประกอบด้วยหินหลายประเภทมีความเปราะมาก แถมในเนื้อหินอ่อนยังมีสายแร่และเส้นคาร์บอน ซึ่งเราจะเห็นเป็นสายสีดำจึงไม่นิยมที่จะตัดเป็นชิ้นใหญ่ ๆ

หินอ่อนที่มีอยู่ในประเทศไทยมีหลายสี เช่น สีขาว เทา น้ำตาล ชมพู เขียวผสมขาว ฯลฯ แต่ต้องเข้าใจว่าสีเหล่านี้จะมีสีอื่นเจือปนอยู่เสมอ อาจจะเป็นก้อนสีหรือเส้นสีที่เกิดจากสายแร่หรือคาร์บอน ทำให้หินอ่อนในประเทศสวยสู้ที่นำเข้ามาจากเมืองคาราราประเทศอิตาลีไม่ได้ ตัวแทนจำหน่ายในบ้านเรามักจะสั่งหินอ่อนเข้ามาถึงแม้จะมีราคาสูง สีซึ่งเป็นที่นิยมก็คือสีขาวคารารา ซึ่งนิยมกันมานานแล้ว จะเป็นหินอ่อนที่มีเนื้อละเอียด สีขาวขุ่นและมีเส้นสีเทาเจือเล็ก ๆ ไม่มีสีอื่นเจือปน นอกจากนี้ยังมีสีเขียวเข้ม สีชมพูเจือขาว ฯลฯ

ความแข็งแรงของหินอ่อนจะน้อยกว่าหินแกรนิตมาก แต่การติดตั้งหรือตัดแต่งจะทำได้ง่าย น้ำหนักต่อแผ่นก็เบากว่า ใช้ซีเมนต์เป็นตัวยึดเช่นเดียวกับหินแกรนิต แต่ถ้าเป็นหินอ่อนสีขาวควรใช้ปูนซีเมนต์ขาวเป็นตัวยึด เพราะจะไม่มีร่องรอยของซีเมนต์ขึ้นมาให้เลอะเทอะที่แนวต่อ สิ่งที่ควรคำนึงเมื่อจะปูพื้นด้วยหินอ่อนก็คือลวดลายและสีของหินอ่อนต้องดูให้ใกล้เคียงกัน จะให้เหมือนกันเลยคงเป็นไปไม่ได้ เพราะสีและลายของหินอ่อนสร้างด้วยจิตรกรที่ชื่อ “ธรรมชาติ”

ราคาของหินอ่อนในประเทศตกตารางเมตรละ 2,000 บาทขึ้นไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสี แต่ละสีราคาก็ไม่เท่ากัน ของต่างประเทศจะแพงกว่าสองถึงสามเท่า ตัวแทนจำหน่ายบางที่จะมีหินอ่อนสีดำสนิทไม่มีลาย ซึ่งหายากและมีราคาแพง แม้จะมาจากเหมืองหินอ่อนในประเทศก็ตาม แต่ถ้าคำนึงในแง่ความสวยงามก็เหมาะสมกับราคา

ในเรื่องของการทนต่อกรด ไม่ว่าจะเป็นหินอ่อนหรือหินแกรนิตก็ตามจะไม่ทนต่อกรด แต่หินอ่อนค่อนข้างจะบอบบางมากกว่า ถ้าโดนน้ำส้มสายชูก็จะเกิดรอยด่าง ถ้าเป็นหินอ่อนสีขาวจะด่างเป็นสีเหลือง การแก้ไขก็โดยการเช็ดบ่อย ๆ จนคราบนั้นหายไป แต่ถ้าเป็นกรดที่แรงมาก ๆ หินอ่อนอาจเกิดฟองฟู่ขึ้นมา เนื้อหินก็จะเป็นรอยตำหนิ ต้องระวัง

บางคนทราบมาว่าหินอ่อนไม่เหมาะสมกับบ้านที่อยู่ชายทะเล เพราะไอเค็มของน้ำทะเลจะกัดกร่อนผิวหน้าของหินอ่อน เรื่องนี้นับว่าถูกเพียงครึ่งเดียว หินอ่อนบางชนิดเท่านั้นที่ไม่เหมาะกับชายทะเล โดยเฉพาะที่ราคาถูก เพราะคุณภาพก็จะถูกตามไปด้วย สาเหตุที่เกิดการผุกร่อนก็เพราะหินอ่อนราคาถูกจะมีการโป๊วผิวหน้า เนื่องจากคุณภาพไม่สม่ำเสมอทั้งก้อน

แสงแดดก็เป็นตัวที่ทำให้หินอ่อนเปลี่ยนสีหรือซีดจางได้ เนื่องจากความร้อนของแสงแดด โดยเฉพาะหินอ่อนสีดำมักจะอมความร้อนมาก สีจะซีดจางเป็นสีเทาเข้ม ถ้าส่วนไหนของบ้านโดนแดดมาก ๆ ควรจะใช้หินอ่อนสีขาวมากกว่า เพราะถึงแม้สีจะซีดจางลงบ้างแต่ก็เห็นไม่ชัดเจนนัก ส่วนสีอื่น ๆ ก็เป็นเช่นเดียวกัน การจะเลือกใช้ต้องระวังและคิดถึงเรื่องนี้ด้วย

การทำความสะอาดทั้งหินอ่อนและหินแกรนิตก็ง่าย ๆ โดยการใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดแล้วตามด้วยผ้าแห้ง เพราะผิวหน้าของหินเหล่านี้ไม่ซึมซับน้ำและความสกปรกมากนักเนื่องจากความมัน แต่ถ้าจะพิถีพิถันหน่อยก็ใช้น้ำมันก๊าดผสมกับขี้ผึ้ง ใส่น้ำนิดหน่อยแล้วอุ่นให้ละลายเข้ากันดีจึงนำมาเช็ดที่ผิวหิน แล้วใช้ผ้าแห้งสะอาด ๆ ถูกอีกที วิธีนี้อาจเสี่ยงหน่อย เพราะต้องอุ่นน้ำมันก๊าดบนเตา จะให้สะดวกก็ซื้อน้ำยาขัดพื้นหินอ่อนมาใช้ ลงทุนมากกว่าแต่ก็ปลอดภัยดี

โดยธรรมชาติลวดลายบนหินอ่อนจะดูนุ่มนวลกว่าหินแกรนิต เพราะจะมีทั้งลายเส้นลายหย่อมของสีหินต่าง ๆ ต่างจากแกรนิต ซึ่งเป็นผลึกหินสีจุด ๆ บางคนก็ติว่าดูคล้ายหินขัด ถ้าจะเลือกใช้ก็ดูให้เหมาะสมก็แล้วกัน เพราะสิ่งไหนที่สร้างสรรค์ด้วยธรรมชาติย่อมมีคุณค่าและความงามซึ่งมนุษย์ก็ต้องศึกษาและเลือก เพราะธรรมชาติคือพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์

แบบบ้านและการตกแต่งห้อง ที่น่าสนใจ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>