เสน่ห์แห่งงานโลหะความงดงามบนความแข็งแรง

November 24, 2011 by

บ่อยครั้งที่ความงดงามมักถูกมองข้าม เมื่อจัดวางตัวอยู่บนความแข็งแกร่งบึกบึน หากก็มิอาจปฏิเสธว่า ลึกเร้นของความงดงามนั้นหนีสุนทรียะทางสายตาไม่เคยพ้น ดังความงดงามแบบเรียบง่าย ไม่อ่อนช้อยหรือกระด้างเกินไปของเส้นสายแห่งโลหะหล่อ ซึ่งสร้างเสน่ห์ใหบรรดาเฟอร์นิเจอร์และเครื่องประกอบเพื่อการตกแต่งภายในมาตั้งแต่ยุคอดีตตราบจนขณะนี้ เสน่ห์ของความงดงามดังกล่าวของงานโลหะก็หาได้ลดลงไม่ ยังคงเรียกร้องความนิยมในการนำมาตกแต่งภายในอย่างสม่ำเสมอ

กล่าวกันว่า งานโลหะเกิดขึ้นอย่างเป็นล่ำเป็นสันในยุโรปยุคกลางอันเป็นยุคอัศวินเฟื่องฟูจึงทำให้ช่างมีฝีมือในการตีโลหะเพื่อผลิตอาวุธ และได้ส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อการนำโลหะมาใช้สร้างงานเพื่อการตกแต่งภายใน ทั้งด้านรูปแบบและสัดส่วนโครงสร้าง ยุคนั้นก็เลยพบว่างานโลหะมีการแสดงออกด้วยเส้นสายที่ตรงไปตรงมา มีปริมาตรที่หนักแน่นแข็งแรง ตามคุณสมบัติของเนื้อวัสดุและฝีมือช่างอย่างชัดเจน จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของงานโลหะยุคหนึ่งไปในที่สุด

จากเอกลักษณ์ข้างต้นของงานโลหะ แม้ผ่านพ้นยุคสมัยของความเฟื่องฟูมาแล้ว มัณฑนากรปัจจุบันก็ยังนิยมเลือกสรรที่จะนำมาใช้ในการตกแต่งภายใน โดยเฉพาะในยุโรป ประกอบกับยามนี้บรรยากาศของวงการบ้านเราก็กำลังคึกคัก โอกาสจึงเปิดทางให้งานโลหะเพิ่มบทบาทต่อการตกแต่งภายในเป็นเงาตามตัว ซึ่งก็เท่ากับว่างานโลหะฝีมือดีจากแหล่งผลิตย่อมทวีความน่าสนใจยิ่งขึ้นด้วย

แม้ขั้นตอนของการทำสีบนงานโลหะอันเป็นขั้นตอนท้ายๆของการผลิตจะยากลำบากที่สุด หากก็มิได้หมายความว่าขั้นตอนอื่นๆ จะง่ายดาย เริ่มกันตั้งแต่การถอดแบบ การกำหนดขนาด-สัดส่วน การเลือกวัสดุและเทคนิควิธีหล่อที่เหมาะสมกับประเภทงาน การทำแม่พิมพ์ การหล่อ มาจนถึงการทำสี ซึ่งวัสดุโลหะจะมีให้เลือกอยู่ 4-5 ชนิด เช่น สัมฤทธิ์ผง สัมฤทธิ์ดีบุก ผงดีบุก ทองแดง ผงทองแดง แล้วก็มีเหล็กกับทองเหลืองบ้างในกรณีที่ลูกค้าต้องการ เหล็กจะไม่ใช้กับเทคนิควิธีการหล่อ เพราะเหมาะกับการดัดแล้วนำไปเชื่อมต่อกันมากกว่า ส่วนทองเหลืองจะหล่อหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบของงาน

จากวัสดุโลหะหลากชนิดจะมีหลักในการนำมาใช้ โดยยึดเอาพื้นฐานของความเหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอยของงาน กับความต้องการของลูกค้าเป็นปัจจัยกำหนดเช่น ขาโต๊ะ เก้าอี้ มักจะเลือกใช้พวกสัมฤทธิ์เพราะแข็งแรง คงทน หรือลวดลายตกแต่งต่างๆ มักจะเลือกใช้พวกดีบุกอ่อนตัวง่าย เป็นต้น ส่วนเทคนิควิธีการหล่อมี 2 วิธี คือ วิธีหล่อร้อน กับวิธีหล่อเย็น จะเลือกใช้วิธีหล่อแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของงาน เช่น  ถ้ามีลวดลายมากๆ เทคนิควิธีหล่อเย็นจะเหมาะสมกว่า เพราะสามารถเก็บรายละเอียดได้ดี แต่ถ้ามีลวดลายไม่มาก เทคนิควิธีหล่อร้อนจะได้เปรียบมาก เพราะแม่พิมพ์สามารถผลิตงานได้เป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นวัสดุหรือเทคนิควิธีก็มักมีการนำมาใช้ผสมผสานกันหลายชนิดบนงานโลหะชิ้นหนึ่งๆ เสมอ

ครั้นเมื่อหล่อส่วนประกอบของงานโลหะจากแม่พิมพ์แล้วเสร็จ ก็จะนำเอาไปเชื่อมต่อกันออกมาเป็นรูปร่างตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ แล้วจึงจะทำสี ขั้นตอนของการทำสีที่ว่ายากที่สุดนั้น เป็นเทคนิคเฉพาะของการเลือกสี ลงสี ขัดแต่ง หลายครั้งหลายครา ซึ่งต้องหมดเปลืองเวลาไปมาก กว่าจะปรากฎออกมาเป็นสีดังที่ต้องการ โดยเฉพาะสีสนิมเขียว ซึ่งใช้ด้วยกันหลายสูตร แต่ละสูตรจะกำหนดจำนวนครั้งในการลงสีและปล่อยสีให้แห้งไม่เท่ากัน นอกจากนั้นยังต้องอาศัยความชำนาญในการขัดแต่งเพื่อให้สีสนิมเขียวออกมาเป็นธรรมชาติอีกด้วย

หลังจากช่างทำสีและตกแต่งสีเรียบร้อย กระบวนการผลิตงานโลหะนานาขนาด รูปแบบ และลวดลายก็เป็นอันสิ้นสุดลง ทั้งพร้อมที่จะเดินทางเปลี่ยนสถานที่จากผู้ผลิตไปยังผู้เป็นเจ้าของ

แบบบ้านและการตกแต่งห้อง ที่น่าสนใจ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>