ตู้:เลือกบานตู้ให้เหมาะสม

November 29, 2011 by


การทำตู้เสื้อผ้าให้ดูสวยงาม และใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่แต่เพียงว่า คุณได้หาตำแหน่งจัดวางได้เหมาะสม หรือการออกแบบตกแต่งหน้าบานนั้นจะเป็นเช่นไร เพราะในเนื้อที่ของห้องแต่ละห้อง ไม่อาจกำหนดรูปแบบการใช้งานที่เป็นลักษณะบานเปิดที่เป็นบานพับคู่แบบธรรมดาทั่วไปได้เสมอไป คุณยังมีวิธีการที่จะเปิดตู้เสื้อผ้าของคุณได้อีกหลายวิธี หากเนื้อที่ของห้องบังคับอยู่

ทำอย่างไรที่จะเลือกการใช้บานเปิดให้เหมาะกับห้องของคุณ ตัวหน้าบานนั้นคุณจะออกแบบให้สวยงามเพียงไรก็ได้ แต่ขึ้นอยู่กับลักษณะของการใช้งานที่สอดคล้องกับขนาดเนื้อที่หรือความจำเป็นอันพึงมี

ในที่นี้ขอกล่าวถึงชนิดของบานตู้ประกอบลักษณะของห้องที่บังคับอยู่ ส่วนรายละเอียดของการตกแต่งหน้าบานนั้น ให้เป็นตามความพอใจเท่าที่คุณต้องการจะให้รับกับสไตล์การตกแต่งห้องของคุณ เรามาดูซิว่า ลักษณะของบานตู้แต่ละแบบมีข้อแตกต่างกันอย่างไร และคุณจะเลือกแบบไหนให้เหมาะสมที่สุด และวิธีการเปิดเป็นเช่นไร

1.  บานเปิดที่เป็นบานพับ และมีขนาดของหน้าบานค่อนข้างใหญ่ แบบนี้เป็นการลดเส้นลาย หรือการแบ่งองค์ประกอบของหน้าบานเปิดให้มีน้อยที่สุด การทำหน้าบานเปิดที่ค่อนข้างใหญ่นั้นไม่เป็นที่นิยมกันนัก เพราะก่อนอื่น ตัวโครงสร้างของตู้จะต้องมีความแข็งแรงทนทานเป็นพิเศษ เพื่อที่จะรองรับขนาดของบานตู้นี้ได้ นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงการเลือกบานพับที่แข็งแรงทนทานเป็นพิเศษด้วย และโดยปกติบานตู้ทั่วไปอาจใช้บานพับเพียง 3 อัน ก็สามารถรับน้ำหนักของบานตู้ได้อย่างสบาย แต่บานเปิดตู้ขนาดใหญ่เช่นนี้อาจต้องใช้บานพับถึง 5 ตัวด้วยกัน สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน สำหรับบานตู้ขนาดใหญ่นี้ก็คือ ตัวบานจะตกลงเนื่องจากมีน้ำหนักมากกว่าปกตินี่เอง สังเกตได้จากเวลาเปิด-ปิด บานตู้จะเสียดสีกัน หรือมีเสียงเอี๊ยดอ๊าด ทำให้การเปิด-ปิดค่อนข้างฝืด บานตู้ขนาดใหญ่ต้องอยู่ในเนื้อที่ห้องที่กว้างขวาง เพราะเวลาเปิดบานออกไปจะกินเนื้อที่มาก ลักษณะของบานเปิดเช่นนี้จึงไม่เหมาะกับห้องที่มีขนาดปานกลางลงมาจนถึงขนาดเล็ก ข้อดีของบานเปิดขนาดใหญ่จะอยู่ที่เวลาเปิดออกใช้งานจะได้เนื้อที่ที่กว้างกว่าแบบอื่นๆ และจะเหมาะกับผู้ที่ไม่ชอบให้ภายในห้องมีเส้นแบ่งบานตู้มากเกินไป ไม่ต้องเปิดตู้หลายบาน เปิดทีเดียวมองเห็นเสื้อผ้าภายในตู้อย่างทั่วถึง

2.  บานเปิดที่เป็นบานพับขนาดเล็ก เป็นการแบ่งขนาดของบานตู้ให้ถี่กว่าปกติ ลักษณะเช่นนี้ ควรใช้กับห้องที่ยาวแต่ค่อนข้างแคบ ถ้าจะใช้บานตู้ตามขนาดปกติหรือค่อนข้างใหญ่ดังแบบที่ 1 ก็จะทำให้การใช้งานไม่สะดวกเท่าที่ควร บานที่เล็กเช่นนี้ไม่ต้องการเนื้อที่เวลาเปิดบานตู้ออกไป ตู้บานเล็กจะไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับบานพับหรือตัวบานจะตก เพราะขนาดบานย่อมไม่เป็นอุปสรรค และใช้บานพับธรรมดาบานละ 3 อัน อย่างธรรมดาทั่วไปได้ แต่ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายจะตกอยู่กับการทำจำนวนบานตู้ที่มากขึ้นนี้เอง การแบ่งซอยบานตู้มาก เป็นผลดีในแง่ที่ว่าคุณสามารถจัดเก็บเสื้อผ้าสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นได้เป็นหมวดหมู่แยกจำเพาะไว้ในแต่ละช่วงตู้ ไม่ปะปนกัน และดูเป็นระเบียบ แต่ก็อาจเป็นข้อเสียสำหรับคนขี้ลืมหรือไม่ชอบความยุ่งยาก ต้องจำให้ได้ว่า ของชิ้นนี้เก็บไว้ในบานตู้ไหน ไม่งั้นก็ต้องเปิดหากันทุกบานเสมอไป การทำบานตู้ที่แบ่งซอยมากบานเช่นนี้ มักจะนิยมแต่งด้วยหน้าบานที่ค่อนข้างเรียบ เลือกสีและวัสดุไม่จำกัด จะเป็นไม้ธรรมดาเรียบๆปิดฟอร์ไมก้า วอลล์เปเปอร์ พ่นสี หรือติดกระจกเงาก็ได้ แต่จะไม่นิยมตกแต่งหน้าบานที่มีลวดลายคิ้วบัวมากเกินไป

3.  บานเลื่อน โดยทั่วไปบานเลื่อนมักจะเป็นบานที่มีขนาดใหญ่ และใช้กับห้องหรือเนื้อที่แคบ การทำบานเลื่อนมักสร้างความรู้สึกให้กับผู้ใช้ว่า เป็นบานตู้ที่ใช้งานไม่สะดวกนัก เพราะเมื่อเลื่อนเปิดบานใดบานหนึ่ง ตัวบานจะไปซ้อนทับอีกบาน การใช้งานจึงต้องใช้ทีละด้าน ความใหญ่ของบานจะทำให้ดูเทอะทะ บานเลื่อนมีหลายระบบ จะเป็นตัวบานตั้งอยู่บนราง หรือตัวบานมีล้อหรือลูกปืนรองรับ หรือตัวบานแขวนอยู่กับล้อและรางเลื่อนด้านบน ซึ่งแบบหลังจะใช้งานได้สะดวกที่สุด บานเลื่อนมักมีปัญหาที่ตัวบานที่ห่างกันทำให้เกิดช่องว่างเป็นส่วนที่จะทำให้ฝุ่นละอองหรือแมลงเข้าไปภายในได้โดยง่าย พอมีทางแก้ไขโดยการใส่แผ่นยางอ่อนๆ หรือแผงเส้นใยที่มีลักษณะคล้ายแปรงอันเล็กๆ ติดตามความยาวหรือความสูงที่บานเลื่อนมีช่องห่าง บานเลื่อนเป็นบานตู้ลักษณะหนึ่งที่เหมาะกับงานตกแต่งที่ไม่ต้องการเส้นลาย ลวดลายมากเกินความจำเป็น ข้อควรระวังอีกอย่างก็คือ การเลือกรางและล้อเลื่อนสำเร็จรูป หากเป็น่ของที่ไม่มีประสิทธิภาพที่ดีพอ อายุการใช้งานจะสั้น และการเลื่อนจะฝืด ข้อสำคัญถ้าหากเป็นตู้ที่มีชั้นอยู่ด้านบน ควรเป็นชั้นที่มีโครงสร้างแข็งแรง เพราะเมื่อวางของมากๆ โอกาสที่ตัวชั้นจะแอ่นลงมา ทำให้รางเลื่อนรับน้ำหนักมากเกินไป บานเลื่อนจะติดขัดเลื่อนยาก ลักษณะนี้หาดูตัวอย่างได้ก็คือ ตู้เสื้อผ้าบริเวณประตูทางเข้าห้องพักในโรงแรมต่างๆ

4.  บานพับหรือบานเฟี้ยม เป็นลักษณะบานตู้ที่ให้ความสะดวกแก่ผู้ใช้เป็นอย่างยิ่ง มักทำกับตู้ขนาดใหญ่ หรือเป็นตู้ในลักษณะ WALK-IN CLOSET การเปิดแต่ละครั้งก็จะเปิดได้กว้างเต็มที่เท่ากับขนาดของตู้ บานพับหรือบานเฟี้ยมเป็นบานที่แบ่งซอยขนาดของตัวบานให้เล็กคล้ายแบบที่ 2 จะต่างกันตรงที่ตัวบานจะรวมติดกันเป็นแผงและวางอยู่บนราง ด้านบนมีราง และล้อแขวน ยึดตัวบานเข้าไว้ เวลาเปิดก็จะพับหักไป-มา และแม้ว่าตัวบานที่ซ้อนกันจะไม่กินเนื้อที่ด้านหน้าตู้เท่าใดนัก แต่เป็นแบบอย่างของบานที่ต้องใช้กับห้องที่มีเนื้อที่กว้างๆ จะเป็นลักษณะของห้องแต่งตัวในตัวเองก็ได้ บานพับนิยมทำเป็นบานเกล็ดมากกว่าบานเรียบ หรือนิยมทำให้โปร่งมากกว่าที่จะเป็นบานทึบ เพราะตัวบานควรมีน้ำหนักเบา เพื่อการเลื่อนพับซ้อนเป็นไปโดยสะดวก งบประมาณที่ใช้ก็นับว่าค่อนขางสูง ภายในตู้อาจทำเป็นตู้ซ้อนภายในอีกชั้น ทำเป็นตู้เก็บของ ชั้นวางของ ลิ้นชัก ส่วนราวแขวนเสื้อผ้าก็จะเป็นแบบโปร่งเช่นตู้ทั่วไป

5.  แบบประหยัด แบบนี้เป็นตู้เสื้อผ้าแบบง่ายๆ จะมีขนาดของตู้ใหญ่-เล็กได้ทั้งนั้น ตัวตู้จะเป็นตู้แบบไม่มีบานเปิด ใช้ชั้นและราวแขวนสำเร็จรูปจัดเข้าในเนื้อที่ที่ต้องการส่วนด้านหน้าเป็นผ้าม่าน มู่ลี่ หรือบานเลื่อนที่เป็นพลาสติก สำหรับกั้นห้องแบบสำเร็จรูป แบบนี้ราคาประหยัดกว่าทุกแบบ พอช่วยใช้ภายในห้องดูเรียบร้อยเป็นสัดส่วนได้บ้าง แต่ในด้านอื่นดูจะด้อยไป เช่น ฝุ่นเข้าได้ง่ายกว่า แมลงเข้าได้ง่ายกว่า แต่เป็นแบบที่ตัดขั้นตอนการทำตู้ให้สั้นลงและเสร็จได้เร็วกว่าทุกแบบ เหมาะกับผู้ที่มีงบน้อย สามารถทำเองก็ได้

แบบบ้านและการตกแต่งห้อง ที่น่าสนใจ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>