การใช้อิฐปูพื้นสมัยโบราณในภาคเหนือ

September 9, 2011 by

โดย วิชัย  ตันกิตติกร  หน่วยศิลปากรที่ 4 เชียงแสน

พื้นเป็นส่วนหนึ่งของอาคารสถาปัตยกรรมทุกรูปแบบที่จะต้องมี ไม่ว่าจะเป็นอาคารระดับพระราชวังลงมาจนถึงระดับกระท่อมหรือตูบ  การก่อสร้างช่างก็ให้ความสำคัญในการทำไม่น้อยกว่าส่วนหลังคาหรือผนัง เพราะตัวพื้นเองจะเป็นส่วนที่รองรับน้ำหนักการย่ำเหยียบและก็เป็นที่ที่ถูกสัมผัสมากที่สุดมากกว่าส่วนใด ๆ ของอาคาร จึงต้องมีการให้ความสำคัญในระดับหนึ่งทีเดียว

สมัยแรกเริ่มที่มนุษย์รู้จักการรวมตัวเป็นกลุ่ม มีการตั้งถิ่นฐานไม่เร่ร่อน มีการสร้างบ้านเรือน รูปแบบพื้นจะเป็นแบบง่าย ๆ ไม่มีการประดับตกแต่งใด ๆ เมื่อมีการสร้างบ้านหรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นอาคารสถาปัตยกรรมจะใช้พื้นดินที่สร้างเป็นพื้น จนกระทั่งมีการพัฒนา รู้จักเปลี่ยนวัสดุจากธรรมชาติมาใช้ วัสดุที่ต้องเตรียมการ เช่น อิฐดินเผา รูปแบบอาคารก็เปลี่ยนไปและเมื่อเทคโนโลยีสูงขึ้น มีการติดต่อกับกลุ่มชนอื่น ๆ รับเอาปรัชญาทางศาสนาเข้ามา การก่อสร้างอาคารก็เน้นไปในเรื่องของศาสนาจากอาคารไม้ง่าย ๆ ก็กลายมาเป็นอาคารหิน ศิลาแลง และอิฐดินเผา แบบอาคารก็มีการประดับตกแต่งอย่างมาก มีการลดมุม ย่อมุม พื้นก็เปลี่ยนไปจากเดิมที่ใช้ดินพื้นและมีการถม บ้างก็มีการปูหิน ปูศิลาแลง ปูอิฐ เป็นต้น

ในภาคเหนืออาคารสถาปัตยกรรมสมัยแรก ๆ เท่าที่เหลือหลักฐานส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นอาคารทางศาสนา และพื้นก็เป็นส่วนที่มีสภาพให้เห็นได้มากกว่าส่วนอื่น ๆ ผนังพอจะพบบ้าง หลังคาโอกาสที่จะพบแทบจะไม่มี ยกเว้นอาคารที่มีการอยู่อาศัยใช้ประกอบกิจกรรมมาตลอดก็พอจะเห็นบ้าง แต่ก็เป็นส่วนที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงไปตามอายุการใช้งาน รูปแบบแท้ ๆ จึงไม่ชัดเจน ดังนั้นการศึกษาเรื่องพื้นจึงดูจะเป็นการง่ายกว่าส่วนอื่น ๆ ของอาคารสมัยโบราณ วัสดุหลัก ๆ ที่นิยมใช้ส่วนใหญ่จะใช้อิฐดินเผาเป็นเกณฑ์ จะมีศิลาแลงบ้างก็เล็กน้อย ทั้งผนังและพื้นจึงถูกสร้างด้วยอิฐ โดยเฉพาะพื้นมีหลายรูปแบบวิธีและหลายรูปแบบของอิฐที่ใช้ปูพื้น รูปแบบอิฐที่ใช้กับพื้นเท่าที่มีการค้นพบสามารถแยกออกเป็นประเภทตามรูปแบบของอิฐดังต่อไปนี้

1.  การใช้เศษอิฐแตกหักปูพื้น รูปแบบนี้เป็นการทำพื้นแบบง่าย ๆ โดยใช้เศษอิฐที่หัก ไม่มีขนาดที่แน่นอนวางต่อกันอย่างไม่เป็นระบบ พื้นก็ไม่มีการอัดแน่นจึงพบว่ามีการทรุดเป็นแอ่งอยู่เสมอ พื้นที่ใช้เศษอิฐจะต้องมีการฉาบทับด้วยปูนขาว ให้พื้นเรียบโดยไม่มีปูนซีเมนต์ องค์ประกอบจะเป็นเพียงปูนขาว และทรายเท่านั้น วิธีนี้มักใช้ซ่อมแซมพื้นที่ใช้งานมานานและเกิดการผุพังทรุดตัว จึงนำเอาเศษอิฐแตกหักมาปูพื้นและเทพื้นให้เรียบ

2.  การใช้อิฐรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า วิธีนี้การเรียงจะเป็นระบบมากขึ้น มีทั้งการเรียบแบบขนานกับผนัง และแบบเฉียงทำมุมกับผนังหรือแบบก้างปลา วิธีนี้ก็มีการเทพื้นด้วยปูนขาวเช่นกัน

3.  การใช้อิฐรูปหกเหลี่ยม แบบนี้อิฐจะมีขนาดใหญ่และหนาเป็นพิเศษ อิฐดังกล่าวมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 40 ซม. หนาประมาณ 5.5 ซม. การเรียงอิฐแบบนี้ บางส่วนจะเอาอิฐเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูนำมาวางต่อกันเป็นรูปหกเหลี่ยม และต่อกันตามเหลี่ยมจนเต็มพื้น

4.  การใช้อิฐรูปครึ่งวงกลม การเรียงอิฐปูพื้นแบบดังกล่าว ได้พื้นที่ไม่แนบสนิทเช่นเดียวกับแบบแรก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการซ่อมแซมหรือต่อเติมพื้นในระยะหลังของการสร้างอาคารแล้ว เพราะอิฐครึ่งวงกลมจุดมุ่งหมายในการเผาคือใช้ก่อเป็นเสากลมและเมื่ออาคารชำรุดทิ้งร้างมีการเข้ามาใช้กิจกรรมอีกครั้งจึงนำเอาอิฐที่ก่อเป็นเสามาเรียงเป็นพื้น เพราะอิฐแบบนี้มีขนาดหนาและกว้างจึงสะดวกและแข็งแรงต่อการใช้งาน

5.  การใช้อิฐรูปกากบาท เป็นรูปแบบที่พบน้อยมาก ลักษณะการเรียงจะวางติดชิดกัน บริเวณช่องกากบาทได้พื้นที่เต็มทั้งหมด ผิวด้านบนมีการตกแต่งโดยการขีดเส้นรอบผิวขนานกับเส้นรอบนอกแผ่นอิฐ ส่วนที่ชิดผนังทำแบบรูปตัวทีในภาษาอังกฤษ โดยตัดกากบาทออกส่วนหนึ่ง ลักษณะการปูพื้นแบบนี้คงจะไม่มี การเทพื้นด้วยปูนขาวทับเหมือนการทำรูปแบบแรก ๆ เพราะผิวอิฐรูปกากบาทแต่ละก้อนมีการแต่งผิวทั้งเรียบและรอยีดรอบเส้นรอบนอก ขนาดความหนาประมาณ 5 ซม.

การนำอิฐมาปูพื้นแบบต่าง ๆ นี้ส่วนใหญ่การเตรียมพื้นไม่ค่อยแข็งแรง เพราะพื้นทุกแบบที่พบจะอยู่ในลักษณะทรุดแตกหัก ปูนที่เททับก็หลุดร่อน หรือแตกตามการทรุดตัวของพื้น เป็นที่น่าแปลกว่าก่อนการก่อสร้างอาคารสถาปัตยกรรม ช่างโบราณรู้จักการเตรียมพื้นฐานล่าง เช่น มีการบดอัดแน่น บางแห่งใช้ศิลาแลงบดอัด บางแห่งใช้หินกรวดแม่น้ำอัดพื้นตลอดก่อนการก่อสร้าง แต่ในเรื่องของพื้นไม่มีการเตรียมพื้นล่างที่ดีจึงเกิดการเสียหายอยู่เสมอ ประเด็นของรูปแบบอิฐที่มีหลายแบบและแตกต่างจากอิฐธรรมดาโดยทำเป็นรูปกากบาท รูปสี่เหลี่ยมคางหมู รูปหกเหลี่ยม ทั้งหมดนี้พบว่าเป็นการเผาพิเศษเพื่อใช้ในการปูพื้นโดยเฉพาะไม่ใช้งานในส่วนอื่น ต่างจากอิฐแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าจะมีการนำมาใช้งานหลาย ๆ แบบ เช่น ก่อผนัง ก่อหลังคา ก่อองค์สถูปเจดีย์เป็นรูปแบบต่าง ๆ เป็นต้น

ดังนั้นการที่ช่างโบราณรู้จักทำรูปแบบอิฐปูเพื่องานพื้นโดยเฉพาะนั้นมีลักษณะแบบเดียวกับอิฐบล็อคหรือคอนกรีตบล็อคที่ใช้ในปัจจุบัน ต่างกันเพียงแต่ว่าไม่มีสีสันเหมือนของสมัยใหม่เท่านั้น และแม้จะไม่สามารถสืบย้อนความสัมพันธ์กันได้ระหว่างช่างโบราณกับบริษัททำอิฐบล็อค ก็น่าจะถือว่าต้นแบบการทำคอนกรีตบล็อคมีมานับร้อนปีแล้ว ต่างกันเพียงวัสดุส่วนผสมที่ใช้เท่านั้นเอง

แบบบ้านและการตกแต่งห้อง ที่น่าสนใจ