ระบบสัญจร เส้นทางที่เชื่อมต่อในบ้านและอาคาร

December 15, 2011 by

ไม่ทราบว่าท่านจะแปลออกมาเหมือนกับที่แปลหรือไม่ คำนี้เป็นหัวใจของงานออกแบบสถาปัตยกรรมทั้งภายนอกและภายใน CIRCULATION ตามความหมายของสถาปนิกและมัณฑนากรนั้น หมายถึง แนวหรือเส้นทางการเชื่อมต่อระหว่างจุดหนึ่ง พื้นที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งหรือหลายที่ อันมีผลต่อการเข้าถึงพื้นที่นั้น เพื่อการใช้สอยในแง่ต่างๆ หรือเรียกง่ายๆว่า “ระบบสัญจร

CIRCULATION ที่ดีนั้นคือเส้นทางที่ใช้ต่อเนื่องได้ดี มีประสิทธิภาพ คือ ไม่เกะกะ มีระยะทางสั้น(ไม่อ้อม)ภาษาของพวกสถาปนิกจะเรียกว่า “FLOW” คือไหลเลื่อนไปได้ตลอด ลักษณะอย่างนี้จะเห็นได้จากการวางผัง ภายในห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ หรือแม้แต่เส้นทางเข้าออกของพาหนะต่ออาคารใดๆ ซึ่งต้องให้มีความสะดวกในการเคลื่อนที่ไปได้โดยสะดวก เพื่อเลือกชมและซื้อสินค้า แต่หลายครั้ง แนวความคิดของสถาปนิกก็ผิดพลาด เพราะขาดการประเมินผลหรือหาข้อมูลสนับสนุน ตัวอย่างเช่น การออกแบบอาคารเรียนแต่ละหลังให้ล้อมกลุ่มกัน โดยเปิดเป็นที่ว่าง (COURT) อยู่ตรงกลางทางเดินเชื่อมระหว่างตึกก็ใช้ระเบียงหรือทางเท้าหน้าตึกเป็นทางหลัก (MAIN CIRCULATION) แต่ปรากฎว่าเมื่อมีการใช้สอยและต้องเปลี่ยนอาคารเรียน นักศึกษากลับไม่ใช้ระเบียง(ชั้นล่าง) แต่กลับเดินลัดสนามมายังอาคารตรงข้าม ทั้งนี้เป็นเพราะมีระยะทางสั้นและสะดวกต่อการเดิน สุดท้ายก็เลยต้องทำทางเท้าถาวรผ่ากลางสนามเพื่อตอบสนองพฤติกรรมถาวรดังกล่าว

เรื่องที่เราพอเห็นกันได้ง่ายๆก็คือ ระบบสัญจรภายในที่พักอาศัยของเราเอง ซึ่งจะเห็นว่าเราจะมีเส้นทางสัญจรหลักอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสำหรับสมาชิก หรือแม้แต่สำหรับคนรับใช้ที่เดินจากครัว จากห้องพัก ไปยังส่วนต่างๆของบ้าน หลายครั้งจะเดินลัดสนามข้างบ้าน เพราะสะดวกและเป็นระยะทางสั้นที่สุด ซึ่งหลายครั้งเจ้าของบ้านหรือสถาปนิกผู้ออกแบบเองก็นึกไม่ถึง โดยเฉพาะเจ้าของบ้านเองนั้น เราจะพบว่ามักจะเข้าบ้านทางประตูข้างหรือประตูหลังมากกว่าประตูหน้า เท่าที่พอจะประเมินสาเหตุได้ก็มี 2 ประการ คือ ออกแบบประตูข้างเอาไว้ใกล้กับโรงรถ เมื่อลงจากรถก็เดินเข้าทางประตูนี้ ซึ่งสะดวกกว่า ประการที่สองก็คือการเข้าทางประตูหน้าดูจะเป็นการเอิกเกริก และต้องเปิดประตูบานใหญ่ เสร็จแล้วจะต้องเดินผ่านห้องรับแขก (ซึ่งสถาปนิกจะออกแบบห้องนี้ไว้เป็นห้องแรกจากประตูหน้า) เป็นการไม่สะดวก

นอกจากนี้แล้ว ระบบการสัญจร (CIRCULATION) ภายในอาคารก็ยังเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะอาคารขนาดใหญ่ กรณีของบ้านพักอาศัยทั่วไปนั้น นอกจากสิ่งที่กล่าวมาแล้ว เราก็จะพบว่า การออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในอาคารนั้น สถาปนิกจะยึดหลักว่าจะต้องได้เนื้อที่ใช้สอยเต็มที่ และเสียไปเป็นเส้นทางสัญจรโดยเฉพาะให้น้อยที่สุดอาจกล่าวได้ว่า บ้านที่กำหนดเส้นทางสัญจรอย่างเอกเทศและโดยเฉพาะนั้นถือว่ามีความสิ้นเปลือง โดยทั่วไปเราจะกำหนดให้ทางสัญจรอยู่รวมกับพื้นที่ของห้องต่างๆ และแนวเส้นที่ใช้เดินนั้นก็จะทำหน้าที่เป็นพื้นที่โล่งสำหรับเสริมอาณาบริเวณให้กับห้องนั้นๆ โดยให้ความรู้สึกกว้างขวางนั่นเอง แต่ทั้งนี้ก็ยังขึ้นอยู่กับการออกแบบของสถาปนิก โดยกำหนดให้เกิดเป็นเส้นทางนำสายตาเป็นตัวสร้างบรรยากาศต่างๆ เช่น ทางเดินเชื่อมระหว่างอาคารที่เน้นให้เห็นชัดเจนด้วยแนวลูกกรง

การกำหนดทางสัญจรนั้นไม่ได้เกิดจากการลากเส้นเชื่อมต่อบริเวณต่างๆ ด้วยเส้นที่สั้นที่สุด แต่มันจะเป็นไปโดยปริยายจากการกำหนดความสัมพันธ์ของห้องหรือบริเวณต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในการออกแบบสถาปัตยกรรม แนวทางสัญจรนั้นจะมีอยู่ 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ ทางสัญจรทางราบ (คือการเดินจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งโดยทางราบ คือ พื้นห้อง) กับการสัญจรทางตั้ง หมายถึงการขึ้นบันได การขึ้นลิฟต์ ในกรณีของบ้านนั้นดูจะเป็นเรื่องไม่ยากเย็นนักเมื่อเทียบกับทางสัญจรภายในโรงพยาบาล สถาปนิกเคยกำหนดทางสัญจรไปยังห้องและแผนกต่างๆ ด้วยการใช้เส้นสีต่างๆ กันทาลงบนพื้นและนำไปห้องต่างๆ โดยเดินตามเส้นสีนั้นๆ

ทางสัญจรภายในบ้านนั้นจะถูกกำหนดจากความสัมพันธ์ระหว่างห้อง เช่น ห้องอาหาร ห้องครัว และห้องนั่งเล่น มักจะอยู่ใกล้กัน ห้องรับแขกจะอยู่ด้านหน้า ห้องคนใช้และห้องครัวอาจแยกจากตัวบ้าน โดยอยู่ด้วยกันเน้นห้องครัวให้ใกล้กับโรงรถ สำหรับห้องนอนก็จะจัดกลุ่มอยู่ชั้นบนมีโถงกลางสำหรับใช้สอยกลางคืนและเป็นตัวจ่ายไปยังห้องนอนแต่ละห้อง สำหรับห้องน้ำ จะกำหนดให้อยู่ในห้องนอนแต่ละห้องหรืออยู่ตรงกลาง เพื่อใช้ร่วมกัน สำหรับห้องน้ำชั้นล่างจะกำหนดให้เข้าถึงได้จากห้องต่างๆ ได้โดยสะดวก

ปัญหาของเส้นทางการสัญจรก็คือ การสัญจรที่ไม่สะดวก สับสน มีจุดตัด(เดินสวนหรือผ่านกันมาก) ทางสัญจรอ้อมหรือยาวเกินไป ทางสัญจรที่กำหนดผิดหรือขัดแย้งกับกิจกรรมและการใช้สอย ตัวการที่ทำให้เกิดปัญหานั่นก็คือการกำหนดทางเข้าออก ทั้งประตูทั้งช่วงเปิดของห้องหรือบริเวณต่างๆ ตัวการสำคัญมากในเรื่องนี้ก็คือ สภาพการตกแต่งภายใน การกำหนดเครื่องเรือน การกั้นห้องกั้นแผงเพิ่มเติม ก็เป็นตัวกำหนดทางสัญจรอย่างรุนแรง เช่นเดียวกัน อุปนิสัยของผู้อยู่อาศัยเองก็เป็นตัวกำหนดสภาพการใช้สอยและระบบการสัญจรภายในด้วย

การศึกษาและวิเคราะห์แผนผังระบบการสัญจรทั้งภายในและนอกอาคารนั้นจะช่วยในการออกแบบที่ถูกต้อง ช่วยในการกำหนดผังของความสัมพันธ์ระหว่างส่วนใช้สอยต่างๆ ที่เหมาะสม ช่วยให้การสัญจรเป็นไปโดยสะดวกรวดเร็ว

 

แบบบ้านและการตกแต่งห้อง ที่น่าสนใจ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>