เรื่องของระบบของน้ำในบ้าน

November 30, 2011 by

ระบบสุขาภิบาลนั้นหมายถึงหลักการเบื้องต้นของระบบต่างๆ ได้แก่ ระบบประปา ระบบระบายน้ำทิ้ง ระบบระบายน้ำฝน และระบบบำบัดน้ำเสีย

ระบบประปา นั้นก็คือระบบการจัดจ่ายน้ำเพื่อการใช้สอยโดยผ่านกระบวนการกรองและทำความสะอาดเพื่อประชาชน

สำหรับบ้านเราก็ใช้น้ำจากแม่น้ำบ้างก็ได้จากน้ำบาดาลหรือน้ำดิบ ซึ่งก็เป็นการดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐ คือ การประปานครหลวงและการประชาส่วนภูมิภาค

ในกรณีที่เราอยู่ห่างไกลจากระบบประปาของรัฐ เราก็อาจใช้น้ำจากแหล่งน้ำดิบ คือ จากบ่อดิน จากลำห้วย บ้างก็ขุดบ่อบาดาล โดยขุดลงไปในชั้นดิน ลึกตั้งแต่ 100 กว่าถึง 400 เมตรก็มี เสร็จแล้วต้องดูว่ามีปริมาณและคุณภาพ “คุ้ม” ที่จะนำมาใช้หรือไม่บางทีต้องขุดกัน 2-3 ครั้งกว่าจะใช้ได้

โดยทั่วไประบบบาดาลนั้นจะต้องใช้ปั๊มดูดน้ำขึ้นมาลงถังพัก แล้วสูบต่อไปใช้ยังบริเวณและส่วนต่างๆของอาคาร ซึ่งก็หมายความว่าระบบบาดาลนั้นเราจำเป็นจะต้องใช้ปั๊มน้ำ คือปั๊มน้ำจากบ่อบาดาลขึ้นสู่ถังเก็บ จากถังเก็บปั๊มเข้าสู่อาคาร แต่ถ้าถังเก็บอยู่ในระดับสูง อาจใช้แรงโน้มถ่วงกระจายน้ำไปยังอาคารได้โดยไม่ต้องใช้ปั๊มลักษณะเดียวกันนี้ก็ใช้กับน้ำประปาได้เช่นกัน หลักการนี้วิศวกรสุขาภิบาลเรียกว่าระบบจ่ายน้ำ โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

ระบบจ่ายน้ำขึ้น (UP FEED SYSTEM) หมายถึง การจ่ายน้ำจากท่อประปาไปยังอาคารแบ่งได้ 3 ลักษณะ คือ

–         ใช้แรงดันน้ำจากท่อประปาโดยตรง เหมาะกับอาคารสูง 2 ชั้น เช่น บ้านพักอาศัยทั่วไป ไม่ต้องใช้ระบบปั๊ม

–         ใช้ปั๊มดูดจากถังเก็บน้ำบนหรือใต้พื้นดิน โดยถังดังกล่าวจะเก็บน้ำจากท่อประปาหรือน้ำบาดาล แล้วปั๊มน้ำเข้าสู่ท่อจ่ายน้ำภายในอาคาร เหมาะกับอาคารที่ใช้น้ำมาก อาคารสูงหรือเตี้ยก็ได้

–         ใช้ถังอัดความดัน (PRESSURE TANK) ถังพวกนี้มีขายทั่วไป ทำหน้าที่คล้ายปั๊ม ต่างกันตรงนี้ จะต้องต่อระบบน้ำเข้ากับถัง จากตัวถังก็ต่อท่อไปใช้บริเวณต่างๆ เมื่อเปิดน้ำใช้ ถังก็จะทำงานดูดน้ำขึ้นและส่งต่อไปยังจุดที่เปิดใช้นั้นๆ ความดันของถังจะสร้างมาแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความมากและความยาวของท่อน้ำที่ใช้ การใช้จึงต้องเลือกให้เหมาะกับการใช้งาน

ระบบจ่ายน้ำลง (DOWNFEED SYSTEM) หลักการคือสูบน้ำขึ้นไปยังถังบนหลังคาอาคารหรือหอคอย แล้วจ่ายน้ำลงใช้ในอาคารด้วยแรงโน้มถ่วง

แล้วระบบไหนจะดีกว่ากันระหว่างจ่ายขึ้นกับจ่ายลง เรื่องนี้คงต้องตอบตามความรู้สึกพร้อมกับหลักการว่า ระบบจ่ายลง เพราะเพียงแค่ปั๊มน้ำขึ้นไปเก็บไว้บนที่สูง การเดินท่อจากปั๊มเข้าสู่ถังก็ใช้ท่อเส้นเดียว

ใช้ลูกลอยเป็นสวิตช์อัตโนมัติควบคุมการทำงานของปั๊ม เมื่อน้ำเต็มถัง ลูกลอยก็จะตัดสวิตช์ เมื่อใช้น้ำพร่องไปลูกลอยก็กดสวิตช์ให้ปั๊มทำงานดูดน้ำขึ้นไปเก็บไว้ สำหรับการใช้น้ำในอาคาร ก็อาศัยแรงดันจากถังน้ำจากแรงดึงดูดของโลก แต่การใช้ระบบจ่ายขึ้นก็ใช้กันมาก เพราะหลายครั้งเราไม่มีที่วางถังน้ำบนหลังคา เพราะมักจะเป็นหลังคาจั่ว มีความเอียงลาด ดังนั้นเราก็ต้องวางถังบนพื้นหรือใต้พื้นดินแล้วสูบน้ำไปใช้ ซึ่งก็ต้องใช้ลูกลอยควบคุมการทำงานของปั๊มเช่นกัน

ท่อน้ำมีกี่ประเภท

ถ้าแบ่งตามประเภทของน้ำก็แบ่งเป็นท่อน้ำร้อนกับท่อน้ำเย็น ตามหลักเขาบอกว่าควรให้อุณหภูมิของน้ำร้อนที่เหมาะที่สุด คือไม่เกิน 140 องศาฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ 77 องศาเซลเซียส แต่ถ้าแยกเป็นประเภทวัสดุ ก็มีตั้งแต่เหล็กทองแดง เหล็กหล่อ เหล็กอาบสังกะสี และพลาสติก คือท่อ PVC และท่อ PE(POLYETHYLENE)

ท่อแต่ละประเภทก็เหมาะกับการใช้ต่างๆกัน ท่อที่นิยมก็คือท่อเหล็กอาบสังกะสีและท่อพลาสติก เพราะทนทาน ทำงานตัดต่อติดตั้งง่าย โดยเฉพาะปัจจุบันหันมาใช้พลาสติก(PVC)กันมาก  ข้อควรระวังคืออย่างใช้ในที่ที่ถูกแดดตลอดเวลา เพราะจะเสื่อมคุณภาพ ส่วนท่อเหล็กหล่อนั้น นิยมใช้เป็นท่อเมนใต้ดินของระบบส่งน้ำขนาดใหญ่ของโรงงาน ของการประปา

ในระบบท่อน้ำใช้หรือท่อประปานั้นจะเดินอย่างไรก็ได้ เพราะน้ำใช้จะมีแรงดันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นแรงธรรมชาติหรือแรงจากปั๊ม แต่ก็ควรเดินให้มีการต่อ การหักมุมน้อยที่สุด เพื่อสะดวกต่อการติดตั้ง การดูแลรักษาและประหยัดค่าใช้จ่าย โดยทั่วไปท่อน้ำจากท่อประปาสาธารณะมักเป็นท่อขนาด 1 นิ้ว ท่อน้ำใช้ในบริเวณและตัวบ้านใช้ท่อ 6 หุน

ถังเก็บน้ำก็เป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับระบบน้ำใช้ เพราะปัญหาน้ำใช้ของเรานับวันจะต้องเฉลี่ยกันใช้และมีปริมาณไม่เพียงพอ การใช้ถังเก็บน้ำจากประปา บาดาล และจากน้ำฝนนั้นเป็นสิ่งจำเป็นมาก

ถังเก็บน้ำในปัจจุบันก็มีทั้งสังกะสี สเตนเลส ไฟเบอร์กลาส ซีเมนต์หล่ออิฐก่อฉาบปูน ขึ้นอยู่กับความสะดวกในการจัดซื้อ จัดทำ

แล้วจะเก็บหรือวางไว้อย่างไรดี บนดิน ใต้ดิน หรือบนหลังคา

ขึ้นอยู่กับระบบจ่ายน้ำของเราว่าจะจ่ายขึ้นหรือจ่ายลง ถ้าจ่ายขึ้นจะวางบนดินหรือใต้ดินก็ได้ การวางใต้ดินก็ประหยัดเนื้อที่ดี

ระบบท่อระบายน้ำนั้นหมายถึงระบบท่อทั้งหมดที่ติดตั้งขึ้นมาเพื่อระบายน้ำเสีย น้ำใช้แล้ว และน้ำฝน คือน้ำฝนจากส่วนที่เก็บจากหลังคา จากบริเวณสนาม ดังนั้นส่วนที่เก็บไว้ใช้ไว้ดื่มก็จะมีรางต่อไปเก็บไว้

ระบบระบายน้ำทิ้ง มี 2 บริเวณใหญ่ๆ คือ ระบบระบายภายในอาคาร ประกอบด้วย ท่อระบายน้ำ ท่ออากาศ (VENT.PIPE) และที่ดักกลิ่น (TRAP) ในที่นี้ท่ออากาศก็คือท่อที่ทำหน้าที่ให้อากาศระบายได้เพื่อลดความดันในท่อระบายให้น้ำไหลไปได้ ที่ดักกลิ่นก็เป็นท่องอ มีน้ำคั่นอยู่ตรงส่วนงอ (WATER SEAL) เพื่อป้องกันกลิ่นระบายต่อไปในเส้นท่อ

วัสดุที่ใช้ทำท่อระบายก็ใช้ท่อลักษณะเดียวกับท่อน้ำใช้ แต่จะมีขนาดใหญ่กว่า เช่น ขนาด 1 ½  นิ้ว 2-4 นิ้ว เป็นต้น

ระบบระบายน้ำที่พื้น  ซึ่งก็หมายถึงน้ำจากการซักล้าง จากการอาบน้ำ จากสนาม จากห้องครัว ระบบท่อโดยทั่วไปจะต้องมีขนาดใหญ่พอเพียง เน้นความเอียงลาดให้น้ำไหลไปได้ ปากท่อระบายน้ำจะต้องมีฝาตะแกรงกันผง ความเอียงของท่อที่ลาดเอียงไปตามพื้นนั้นควรมีความลาดเอียงอย่างน้อยที่สุดไม่น้อยกว่า 1:100 หมายความว่า ในระยะทาง 100 ซม. ท่อจะต้องเอียงลงจากจุดเริ่มต้นเท่ากับ 1 ซม. ท่อระบายน้ำเหล่านี้จะต่อออกไปเชื่อมกับท่อระบายน้ำสาธารณะ หรือท่อระบายน้ำใหญ่จากสนามลงสู่ท่อสาธารณะ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบระบบท่อหรือความจำเป็นในการวางท่อ

ท่อระบายน้ำที่ต่อออกมาจากอาคารแล้วมักจะต่อมาลงท่อระบายน้ำที่พื้น มักจะเป็นท่อระบายน้ำในสนาม ในบริเวณซักล้าง ซึ่งจะนำไปลงท่อระบายสาธารณะภายนอกต่อไป ลักษณะของท่อระบายน้ำที่พื้นจะมี 2 ลักษณะ คือ แบบเป็นท่อกลมฝังดิน มีฝาเปิดเป็นระยะๆ บริเวณนั้นจะทำเป็นบ่อพักหรือบ่อดักขยะด้วย

อีกลักษณะหนึ่ง คือ เป็นแบบราวเปิด หน้าตัดรูปตัวยู แบบนี้จะดูแลรักษาได้ง่าย ตอนบนสามารถใช้ตะแกรงเหล็กโปร่งปิดเพื่อความเรียบร้อย

ระบบระบายน้ำฝน

ระบบระบายน้ำฝน คือ การระบายน้ำจากหลังคา ดาดฟ้า ระเบียง ทางเดิน ตัวท่อระบายจะมีหน้าตัดกลมหรือเหลี่ยมก็ได้ ขึ้นอยู่กับการออกแบบ ความเหมาะสม ความสวยงาม ท่อระบายน้ำฝนสามารถออกแบบให้เดินแนบกับตัวอาคารลงมา หรือซ่อนฝังอยู่ในองค์ประกอบของอาคารได้ ประการหลังนี้จะดูเรียบร้อยสวยงามกว่า แต่ก็มีข้อเสียคือ ดูแลรักษายาก มีโอกาสรั่วซึมและอุดตันในเสา ถ้าจำเป็นควรใช้ท่อใหญ่แนบผนังอาคาร และก่ออิฐฉาบปูนเป็นกล่องปิดเอาไว้(SHAFT) โดยควรจะออกแบบปล่องตัวนี้ให้เป็นส่วนตกแต่งของอาคารด้วย

ข้อควรคำนึงก็คือ ปากท่อระบายน้ำฝนนั้นจะต้องเลือกให้เหมาะแก่การใช้งาน ปากท่อแบบดอกเห็ดจะมีที่กรองผง เศษขยะ ใบไม้ โผล่ขึ้นมาเหมาะกับหลังคาที่มีเศษขยะหรือใบไม้ร่วงหล่นมาก ถ้าเป็นแบบเรียบเสมอพื้นก็เพื่อต้องการความสวยงาม หรือต้องการใช้งานในพื้นที่นั้น เช่น ดาดฟ้า แต่ก็ต้องการการเอาใจใส่ดูแลอยู่เสมอ

แบบบ้านและการตกแต่งห้อง ที่น่าสนใจ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>