ความปลอดภัยในบ้านชั้นเดียว

February 21, 2012 by

เชื่อว่าหลายท่านคงเดาไม่ถูกว่าชื่อเรื่องในวันนี้หมายความว่าอย่างไร  โดยเฉพาะคำว่า “ชั้นเดียว” แล้วก็เชื่อว่าอีกหลายท่านคงจะเดาถูกว่า “ชั้นเดียว” ในที่นี้หมายถึง บ้านชั้นเดียว

ปัญหาและความรู้สึกของการอยู่บ้านชั้นเดียวนั้น  มักจะอยู่ที่เรื่องของความเป็นสัดส่วนและความปลอดภัย  ผู้ออกแบบหรือพวกสถาปนิกนั้นจะเจอคำถามและความรู้สึกนี้อยู่บ่อย ๆ

คนที่ช่างคิดหน่อยอาจถามว่า “อย่างนั้นก็แปลว่าบ้านหรืออาคารชั้นเดียวเป็นสถาปัตยกรรมที่ให้ความรู้สึกไม่ปลอดภัย อย่างนี้แล้วเราจะทำอาคารบ้านเรือนชั้นเดียวไปทำไม”  ถ้าถามอย่างนี้ ตรงนี้ก็ถูก  แต่ถ้ามองภาพรวมทั้งหมดแล้วก็จะไม่ถูก  เพราะความรู้สึกเป็นสัดส่วนและความปลอดภัยนั้นไม่อยู่ที่สภาพสภาวะของสถานที่เป็นที่ตั้ง  แต่อยู่ที่การประพฤติปฏิบัติของเรามากกว่า  พูดง่าย ๆ บ้านสองถึงสามชั้นหากไปอยู่ในพื้นที่โจรขโมยชุกชุม ก็ไม่ปลอดภัยเช่นกัน

มูลเหตุของการสร้างอาคารหลายชั้นหรือชั้นเดียวนั้น  อยู่ที่ขนาดพื้นที่ในเชิงปริมาณการใช้สอย และในเชิงราคาค่างวด จะเห็นชัดแจ้งว่า การสร้างอาคารชั้นเดียวในพื้นที่ที่มีราคาแพง ย่อมไม่คุ้มต่อเนื้อที่ใช้สอยที่เกิดขึ้น ในทางกลับกัน ในพื้นที่โล่งกว้างชานเมือง  ในชนบทปลูกอาคารชั้นเดียวแผ่ไปตามพื้นที่ ก็อาจมีความเหมาะสมในเรื่องความคุ้มของราคาที่ดินที่ไม่แพงเหมือนในเมือง

นอกจากนี้  อาคารหรือบ้านชั้นเดียวนั้นจะให้สภาพพื้นที่ บรรยากาศและการใช้สอย ที่แตกต่างจากอาคารหลายชั้น ทั้งในเชิงของพื้นที่ภายในและพื้นที่ภายนอก ในแง่ของบรรยากาศและความรู้สึกที่เกิดขึ้น เช่น ความอบอุ่น ความเป็นกันเอง การต้อนรับเชื้อเชิญ ความน่าอยู่ ความใกล้ชิด เหล่านี้บ้านชั้นเดียวจะมีศักยภาพมาก  แต่ทั้งนี้ก็ยังขึ้นอยู่กับขนาดและรูปร่างของบ้านชั้นเดียวนั้นด้วย  ในขณะที่ปลูกเป็นบ้านหลังใหญ่ หรือเป็นอาคาร 2-3 หลัง เรียงรายต่อเนื่องกัน  จะให้ความรู้สึกที่อบอุ่นและปลอดภัยกว่า ตรงนี้คาดว่าท่านคงจะเข้าใจอยู่แล้ว  โดยไม่ต้องให้อธิบายยืดเยื้อ

การสร้างความรู้สึกเป็นสัดส่วนและปลอดภัยให้กับบ้านชั้นเดียวนั้น คงทำได้ 2 กรณี คือ

–         การออกแบบผังอาคาร

–         การออกแบบระดับและรูปด้านของอาคาร

ทั้งสองประการมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันแทบจะทุกกรณี หมายความว่า การออกแบบเพื่อบรรลุเป้าหมายดัง่กล่าว จะต้องทำทั้งสองกรณีดังกล่าวเช่นกัน

การออกแบบผังอาคาร

นอกเหนือจากความสัมพันธ์เหมาะสมในเรื่องของประโยชน์ใช้สอย ขั้นตอนการใช้สอยแล้ว  การกำหนดอาณาบริเวณตามหลักวิธีสถาปัตยกรรม อันได้แก่ บริเวณภายนอก บริเวณกึ่งภายนอก บริเวณสาธารณะ บริเวณสัญจร บริเวณส่วนตัว ฯลฯ ก็เป็นสิ่งที่ต้องกระทำอยู่แล้ว  แต่จะต้องคำนึงถึงมากเป็นพิเศษ  เพราะบริเวณและห้องทุกห้องอยู่ในชั้นเดียวกัน เราจะเน้นว่าจะต้องเข้าถึงโรงรถได้ง่ายจากภายนอก  จะต้องขนของเข้าสู่ครัวได้สะดวก เพื่อนฝูงแขกเหรื่อควรเข้าห้องรับแขกได้ง่าย และมีสัดส่วน บริเวณสัญจรก็ควรกว้างขวางพอเพียง และไปยังส่วนต่าง ๆ ของบ้านได้ง่าย ส่วนของห้องนอน ซึ่งถือว่าเป็นบริเวณส่วนตัว ตำแหน่งก็มักจะอยู่ด้านในสุดของตัวบ้าน หรือในบริเวณที่เห็นได้ยากจากบริเวณรับแขก พักผ่อน และนี่คือหลักการง่าย ๆ ขั้นต้น

การออกแบบระดับและรูปร่างของอาคาร

ในทางปฏิบัติ  หลังจากที่ตัวบ้านก่อสร้างเสร็จ และเข้าอยู่แล้ว ห้องที่ว่าเป็นสัดส่วนตามหลักการนั้น  อาจจะไม่เป็นสัดส่วนเมื่อมองจากภายนอก  คำถามที่พบบ่อยก็คือ ห่วงว่าคนที่เดินรอบบ้านจะเข้าถึงห้องนอนได้ง่าย เพราะมีชั้นเดียว..ก็ค่อนข้างจะยอมรับในความรู้สึกนั้น  เพราะสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนที่และขับถ่ายได้นั้น (กลัวจะมีคนเข้าใจว่ารวมถึงพืชด้วย) ต้องการความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย อยู่ในเพิงถ้ำ บนคาคบไม้ จริง ๆ แล้วระดับหน้าต่างตามปกติจากพื้นห้องก็คือ 0.90 เมตร ระดับพื้นบ้านชั้นเดียวอย่างน้อยจะยกสูงจากพื้นดิน 0.6-1.20 เมตร เป็นปกติ เมื่อรวมกับระดับหน้าต่างแล้วจะเท่ากับ 1.50-2.10 เมตร  ซึ่งจะพ้นสายตาระดับปกติ นอกจากนี้ ระบบประตูหน้าต่างและการตกแต่งด้วยม่าน (บังตา) ก็ช่วยได้มากในความรู้สึกปลอดภัยจะเห็นว่าความรู้สึกนี้สามารถสร้างขึ้นมาได้ และเป็นจริงได้ในเชิงปฏิบัติ

สถาปนิกที่เข้าใจจุดอ่อนในกรณีนี้ จะออกแบบห้องนอนให้ยกระดับสูงขึ้นมาจากระดับพื้นห้องอื่น ในระดับของบ้านชั้นเดียวเล่นระดับ นอกจากจะช่วยความรู้สึกเป็นสัดส่วนแล้ว ยังทำให้ลีลาของตัวบ้านสวยงามน่าสนใจขึ้น (ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของสถาปนิกแต่ละคน) จึงขอสรุปตัดบทตรงนี้ก่อนว่า บ้านชั้นเดียวนั้นสามารถสร้างความรู้สึกปลอดภัยทั้งในเชิงจิตวิทยาและในเชิงปฏิบัติด้วยรูปแบบและวิธีการต่าง ๆมากมาย ขึ้นอยู่ว่าท่านเจ้าของบ้านจะเป็นคนหัวสมัยใหม่ ใจกว้าง และยอมรับเหตุผลในการที่จะรับวิธีและรูปแบบต่าง ๆ นั้นได้มากน้อยแค่ไหน จนเดี๋ยวนี้ผมก็ยังรู้สึกว่า บ้านที่มีลีลา มีพื้นที่ มีบรรยากาศใช้สอยดี ๆ มีรูปลักษณ์เก๋แปลกตา แตกต่างจากบ้านทั่วไปนั้น มักจะเป็นบ้านของสถาปนิกเสียเอง คนอื่น ๆ ดูก็จะบอกว่าแปลก พิลึก หรือไม่เข้าใจ และพานไม่ยอมรับเอาง่าย ยังไม่ได้ศึกษาวิจัยว่าเกิดอะไรแต่ก็เชื่อว่าพื้นฐานทางศิลปะและเทคโนโลยีประยุกต์ของประเทศเรานั้นยังน้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ความคิดเห็นและโลกทัศน์จึงอยู่ในวงจำกัดที่สามารถหากรอบอ้างอิงได้ง่าย

คำถามที่เจอบ่อยอีกประการหนึ่ง คือ การต่อเติมบ้านชั้นเดียวเป็นสองชั้น หากไม่ได้คำนวณโครงสร้างเผื่อเอาไว้ ความหวังเป็นบ้านสองชั้นคงจะเลือนลาง  นอกจากจะต่อไปทางราบในพื้นที่ที่เหลืออยู่ เรื่องนี้จึงอยู่ที่การวางแผนวางผังล่วงหน้า คือการปลูกบ้านเผื่อต่อเติมนั่นเอง

ความร้อนจากหลังคา

มีผลโดยตรงต่อบ้านชั้นเดียว เรื่องนี้เป็นสภาวะปกติ แต่ด้วยเทคโนโลยีและวัสดุก่อสร้าง (กันความร้อนในปัจจุบัน) ช่วยแก้ปัญหานี้ได้มากแล้ว เช่นเดียวกับการวางผังอาคารให้รับลมหลบแดด ก็มีส่วนช่วยได้เป็นทวีคูณ ซึ่งก็คงจะเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้สำหรับการออกแบบของสถาปนิกตั้งแต่ดึกดำบรรพ์จวบจนปัจจุบันและในอนาคต (หากสงครามโลกครั้งที่ 3 ไม่เกิด และโลกเราไม่สูญเสียบรรยากาศไปเสียก่อนด้วยมลภาวะจากฝีมือมนุษย์) ถึงตรงนี้ นึกถึงการสะท้อนความร้อนจากพื้นหรือถนนภายในบริเวณที่ดินเข้าสู่ตัวบ้าน  ซึ่งจะทำให้ห้องต่าง ๆ ร้อนนั่นเอง  กรณีนี้เป็นกับอาคารแทบทุกประเภท สำหรับบ้านชั้นเดียวจะได้รับผลกระทบมากหน่อย  เพราะไม่มีชั้นบนสำหรับหลบเลี่ยง  ดังนั้น การหลบเลี่ยงก็คือการออกแบบหลังคาคลุมบริเวณลาน เฉลียง ระเบียง การออกแบบผนังห้องให้ไม่รับแสงสะท้อนหรือสามารถกันแสงสะท้อนได้โดยตรง ถึงตรงนี้ ทำให้นึกถึงหลังคาทรงจั่วที่มีความลาดเอียงลงมาก มีข้อสังเกตว่า เชิง่ชายจะยื่นต่ำลงมาเกะกะ กรณีนี้คงต้องพิจารณากันในเชิงปฏิบัติว่า “เราคงไม่ออกแบบความสูงของระดับพื้นและตัวบ้านให้เกิดปัญหาดังกล่าว” เพราะสถาปัตยกรรมเป็นเรื่องของการออกแบบเพื่อ “แก้” ปัญหา ไม่ใช่ “สร้าง” ปัญหา

ท้ายสุดก็คือคำถามที่ว่า บ้านชั้นเดียวควรมีเนื้อที่น้อยที่สุดเท่าใด ตรงนี้น่าจะเป็นคำถามแรก แต่เอามาไว้ท้าย  เพราะอยากให้รู้จักบ้านชั้นเดียวในแง่มุมตามที่กล่าวมาข้างต้นเสียก่อน แล้วการสรุปในท้ายสุดนี้จะ “ง่าย” ขึ้น

การกำหนดเนื้อที่น้อยสุดของบ้านนั้นอาจจะไม่มีกฎหรือข้อยุติที่จะตอบได้แบบคณิตศาสตร์  เพราะขนาดพื้นที่นั้นจะเหมาะกับความต้องการและขนาดครอบครัวที่แตกต่างกัน  ความต้องการพื้นฐานของที่อยู่อาศัยนั้นก็คือ  พื้นที่สำหรับอยู่ทำกิจกรรมตามลักษณะธรรมชาติของมนุษย์ และพักผ่อนนอนหลับ ดังนั้น พื้นที่ที่ต้องการ พื้นที่สำหรับอยู่อาศัย ปรุงอาหาร ขับถ่าย และนอน เมื่อแปลออกมาเป็นภาษาที่ใช้ในการออกแบบก็คือ ห้องพักผ่อนอยู่อาศัย ห้องครัว ห้องน้ำ ห้องส้วม และห้องนอน นี่คือพื้นที่หรือห้องในระดับพื้นฐาน พื้นที่หรือห้องอื่น ๆ ที่เกิดขึ้น่ตามความต้องการและตามระบบของสังคมก็คือ ห้องรับแขก ห้องทำงาน ห้องฟังเพลง ห้องอาหาร และองค์ประกอบสำคัญในปัจจุบันก็คือ โรงรถ ห้องเก็บของ ห้องคนใช้ และรวมไปถึงห้องพระ ห้องออกกำลังกาย และห้องอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับความต้องการ ความชอบส่วนตัว อาจจะเป็นห้องกีฬา ห้องสมุด ห้องชมภาพยนตร์ (MINI THEATER) อย่างไรก็ตามเนื้อที่น้อยที่สุดของห้องห้องหนึ่ง ตามที่กำหนดไว้เป็นกฎหมายสำหรับการอยู่อาศัยทั่วไปก็คือ ไม่น้อยกว่า 9 ตารางเมตร ห้องน้ำอย่างต่ำ 2 ตารางเมตร

ถ้าพิจารณาถึงความร้องการพื้นฐานขั้นต้นแล้ว  บ้านหลังหนึ่งควรจะมีเนื้อที่ตั้งแต่ 36 ตารางเมตรขึ้นไป เป็นบ้าน 2 ห้องนอน มีห้องโถงสำหรับอยู่อาศัย ทำครัวเล็กน้อย ห้องน้ำหนึ่งห้อง มีบริเวณรับประทานอาหาร และถ้าจะให้สบายขึ้นอีกหน่อยก็ควรจะขยายไปถึง 50 ตารางเมตร เป็นอย่างพอดี

เกี่ยวกับเนื้อที่นี้ การเคหะแห่งชาติเคยทำวิจัยและสรุปเอาไว้เหมือนกันสำหรับการสร้างบ้านสงเคราะห์ให้กับชุมชนแออัด  พื้นที่ต่อหน่วยก็ประมาณ 40 ตารางเมตร

แบบบ้านและการตกแต่งห้อง ที่น่าสนใจ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>