การเลือกใช้บ่อเกรอะกับถังแซทส์

November 28, 2011 by

ความจริงถังแซทส์เป็นชื่อทางการค้าแต่เป็นเพราะสินค้าตัวนี้ออกตัวมานานจนชินหูว่าหมายถึงอะไร เหมือนพูดว่า “แฟ้บ” ทุกคนก็เข้าใจว่าคือ ผงซักฟอก ทั้งๆที่ “แฟ้บ” คือชื่อของสินค้า

ปัญหาที่หลายท่านยังตอบไม่ได้ก็คือความแตกต่างระหว่างระบบบำบัดสิ่งปฏิกูลที่เป็นบ่อซ้อนฝังดินที่เรียกว่า บ่อเกรอะ กับถังสำเร็จรูปนั้นเป็นอย่างไร อย่างแรกก็คือ บ่อทั่วไปที่ชินตาชินความรู้สึกเรามานาน คือ เป็นปลอกวงแหวนซีเมนต์ นำมาเรียงซ้อนกันอยู่ในดินชุดละ 2-4 ถัง 2 ชุด มีท่อเชื่อมระหว่างชุดถังทั้งสอง และอย่างที่สอง ที่เป็นถังสำเร็จรูปนั้นก็คือ ถังไฟเบอร์ที่ผลิตขึ้นเพื่อบำบัดสิ่งปฏิกูลจากส้วมเช่นเดียวกับอย่างแรก คำตอบในขั้นต้นที่เราพอจะตอบได้ก็คือ อย่างแรกนั้นเป็นระบบบ่อเกรอะ-บ่อซึมที่เราก่อสร้างขึ้นในที่นั้น ส่วนอย่างที่สองก็คือ บ่อบำบัดสิ่งปฏิกูลซึ่งเป็นถังสำเร็จรูปซื้อมาใช้แทนการก่อสร้างบ่อเกรอะ-บ่อซึม

ถังแซทส์

ปัญหาที่ตามมาก็คือว่า ทั้งสองแบบนั้นเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร และเราจะมีข้อกำหนดในการเลือกใช้อย่างไร จริงๆแล้วทั้งสองชนิดมีหน้าที่อย่างเดียวกัน คือ ใช้บำบัดสิ่งปฏิกูลจากส้วม ซึ่งขอสรุปเสียเพื่อมิให้เกิดข้อกังขาว่า หมายถึง อุจจาระ ปัสสาวะ และน้ำจากการชำระล้างนั่นเอง อย่างแรกเรารู้จักกันมานานว่าเป็นระบบบ่อเกรอะ-บ่อซึม อย่างที่สองก็เป็นระบบบ่อเกรอะ-บ่อซึมเช่นเดียวกัน แต่เป็นระบบที่ผลิตขึ้นเป็นถังใบเดียว สาม “ส่วนเกรอะ” และ “ส่วนซึม” อยู่ด้วยกัน ทั้งนี้ก็เป็นวิวัฒนาการที่สร้างขึ้นมาช่วยทดแทนหรือแก้ปัญหาของระบบก่อสร้างบ่อเกรอะ-บ่อซึมที่นับวันจะมีปัญหามากขึ้น ซึ่งต่อไปนี้ระบบบ่อเกอระ-บ่อซึมที่เราสร้างอยู่ในที่นั้น ขอเรียกว่า “บ่อเกรอะ” และถังเกรอะและซึมสำเร็จรูปที่ผลิตขึ้นนั้นขอเรียกว่า “ถังแซทส์” ซึ่งเป็นชื่อการค้า

บ่อเกรอะเป็นบ่อที่สร้างขึ้น มี 2 ส่วน คือชุดถังเกรอะ มีหน้าที่รับสิ่งปฏิกูลจากส้วมให้ถูกย่อยสลายและตกตะกอน จากนั้นน้ำที่อยู่ตอนบนก็จะไหลลงสู่บ่อซึมเพื่อซึมผ่านเนื้อดินไปเป็นการบำบัดของเสียตามธรรมชาติที่เรารู้จักกันมานาน ปัญหาของบ่อเกรอะก็คือ สิ่งปฏิกูลย่อยสลายไม่หมด ทำให้ถังเกรอะเต็มล้น และหรือน้ำในบ่อซึมไม่สามารถซึมผ่านเนื้อดินไปได้ เนื่องจากอยู่ในที่ที่เป็นดินเหนียว หรือเป็นพื้นที่ที่มีระดับน้ำใต้ดินสูง ซึ่งก็จะทำให้บ่อซึมเต็ม ไม่สามารถทำงานตามหลักธรรมชาติของมันได้ด้วยหลักการบำบัดตามธรรมชาติ และปัญหาดังกล่าวทำให้มีผู้คิดระบบถังสำเร็จรูปขึ้นมา โดยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้มากขึ้นจนเป็นไปตามกระบวนการธรรมชาติ จนน้ำที่เหนืออยู่นั้นมีความสะอาดพอที่จะปล่อยทิ้งไปได้ แทนการซึมในดินดังระบบเดิมที่มีแต่ปัญหา

บ่อเกรอะ

หลักการย่อยสลายสิ่งปฏิกูลในบ่อเกรอะนั้น อาศัยแบคทีเรียที่มีชีวิตอยู่ได้โดยต้องใช้อากาศและไม่ใช้อากาศในการหายใจ ในการผลิตถังสำเร็จรูปจึงผลิตขึ้นมาเป็น 2 ชนิดตามชนิดของแบคทีเรียนั้น โดยที่แบคทีเรียทั้งสองชนิดนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตอยู่ในธรรมชาติ ไม่ต้องไปเพาะเลี้ยงขึ้นมาแต่อย่างใด ถังทั้งสองชนิดมีชื่อทางการค้าที่เราได้ยินกันมานานว่า “ถังแซทส์” ซึ่งเป็นระบบถังที่อาศัยแบคทีเรียชนิดต้องการอากาศเป็นตัวย่อยสลาย และถังไบโอเซฟท์ก็เป็นถังที่ใช้แบคทีเรียชนิดไม่ต้องการอากาศเป็นตัวย่อยสลาย ข้อดีของถังสำเร็จรูปก็ดังที่กล่าวแล้วว่า จะช่วยทำให้ระบบการบำบัดมีประสิทธิภาพ เป็นการแก้ปัญหาบกพร่องของระบบบ่อเกรอะที่ก่อสร้างขึ้นในที่ได้ทั้งถังแซทส์และไบโอเซฟท์นั้นยังมีส่วนเติมคลอรีนให้น้ำที่บำบัดแล้วปราศจากเชื้อโรค สามารถปล่อยทิ้งไปตามท่อระบายน้ำสาธารณะได้

ที่กล่าวมานี้จะเห็นว่า “ถังแซทส์” มีประสิทธิภาพมากกว่า “บ่อเกรอะ” ทำงานได้แน่นอนกว่า แต่บ่อเกรอะก็ยังมีใช้กันอยู่ เพราะมีราคาถูกกว่า ในพื้นที่ที่น้ำซึมได้ ระบบบ่อเกรอะก็ยังใช้กันได้ดีอยู่ ดังนั้นในการเลือกใช้ เราอาจพิจารณาที่ราคาและประสิทธิภาพในการทำงานเป็นเกณฑ์ อาจสรุปได้ว่า ในพื้นที่ที่น้ำซึมผ่านดินได้ดี การใช้ระบบบ่อเกรอะก็จะมี”ภาษี”กว่า เพราะช่างก่อสร้างสามารถทำได้มีราคาถูกกว่า โดยเฉพาะระบบที่ใช้กับบ้านพักอาศัยขนาดกลางและขนาดเล็กทั่วไป แต่ในพื้นที่ที่น้ำซึมไม่ได้ มีระดับน้ำใต้ดินสูง ใช้กับอาคารขนาดใหญ่ ระบบถังแซทส์ก็จะเหมาะสมกว่า และเพื่อความแน่นอนในการทำงานของระบบ การใช้ถังแซทส์ก็จะมีความมั่นใจกว่าระบบบ่อเกรอะ เพราะไม่แน่ว่าระบบบ่อเกรอะนั้นๆ อาจจะมีปัญหาขึ้นมาภายหลังได้ เช่น อาจมีน้ำขังเป็นเวลานาน ถังเกรอะเต็มเร็วเพราะบ่อซึมซึมน้ำได้น้อยหรือในอัตราที่ช้า หาดพูดตามหลักการและในสภาวะสิ่งแวดล้อมปัจจุบัน โดยเฉพาะบ้านในเมืองและบ้านชานเมืองที่ถมที่ด้วยดินเหนียวแล้ว การใช้ถังแซทส์น่าจะเป็นระบบสุขาภิบาลที่ดีและเหมาะสมกว่าระบบบ่อเกรอะที่มีมาแต่โบราณ

ทั้งนี้ก็อาจพิจารณาจากสภาพพื้นที่ก่อนว่าเหมาะกับระบบบ่อเกรอะก่อสร้างในที่หรือไม่ข้างต้นนี้คือรายละเอียดและข้อสรุปหลักสำหรับการเลือกใช้บ่อเกรอะและถังแซทส์ และตารางต่อไปนี้ก็เป็นข้อมูลของระบบทั้งสอง เพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกใช้ได้ดียิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ระบบบ่อเกรอะที่ก่อสร้างกันอยู่นั้นก็เป็นระบบที่ใช้กันแพร่หลาย ทั้งในชนบท หมู่บ้าน ถิ่นกันดารต่างๆ เพราะถือว่าเป็นระบบธรรมชาติที่ก่อสร้างได้ ไม่ต้องรอการขนส่งและรอช่างต้องเข้ามาบริการ ซึ่งอาจไม่สะดวกต่อการเดินทาง

หัวข้อพิจารณา บ่อเกรอะ ถังแซทส์ หมายเหตุ
วัสดุที่ใช้ทำ ถังซีเมนต์วงแหวนเรียงซ้อนกัน ไฟเบอร์กลาสหล่อขึ้นรูปเป็นถัง
องค์ประกอบ ถังซีเมนต์เรียงซ้อนกัน 2 ชุด เชื่อมต่อกันด้วยท่อน้ำ ถังชุดแรกเป็นบ่อเกรอะ ถังชุดสองเป็นช่อซึม ถังใบเดียวภายในแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนเก็บกากโสโครกและส่วนบำบัด ระบบบ่อเกรอะมีทั้งแบบเป็นถังซีเมนต์สีเหลี่ยม แบ่งภายในเป็น 2 ส่วน สำหรับของเสียและน้ำใสที่ย่อยสลายแล้วจากนั้นไหลไปยังบ่อซึมอีกทีหนึ่ง
ระบบการทำงาน จุลินทรีย์ที่อยู่ได้โดยไม่ต้องการอากาศเป็นตัวย่อยสลายของเสียให้ตกตะกอน ใช้จุลินทรีย์ที่อยู่ได้โดยต้องการอากาศเป็นตัวย่อยสลายของเสีย ถังไบโอเซฟท์เป็นแบบที่ใช้จุลินทรีย์ชนิดไม่ต้องการอากาศเป็นตัวย่อยสบาย
สถานที่ติดตั้ง ต่อเนื่องจากห้องน้ำ-ส้วม อยู่ภายนอกอาคาร(เป็นระบบก่อสร้าง) เช่นเดียวกัน(เป็นระบบสำเร็จรูป)
สภาพพื้นที่ติดตั้ง ควรเป็นพื้นที่ที่ซึมกระจายน้ำได้ดี ที่ใดๆก็ได้ (มีความคล่องตัวกว่า) ดินที่สามารถซึมน้ำให้ลดลงได้อย่างน้อย 1 นิ้ว หรือมากกว่านั้น ใน 30 นาที แสดงว่าเป็นดินที่สามารถกระจายน้ำได้ หากต้องใช้เวลามากกว่า 60 นาทีแสดงว่าเป็นดินที่กระจายน้ำไม่ได้
ลักษณะการติดตั้ง เป็นงานขุดดิน ฝังถังหรือหล่อถัง ใช้เวลาประมาณ 3-7 วัน ขึ้นอยุ่กับขั้นตอนการทำงานของช่าง เป็นงานขุดดินฝังตัวถัง ใช้เวลาติดตั้งทั้งระบบประมาณ 3 วัน ถังแซทส์ต้องใช้ช่างของบริษัทผู้ผลิตเป็นผู้ติดตั้งให้ บ่อเกรอะทั้งใบใช้ช่างปูนเป็นผู้ติดตั้ง
ขนาด มีหลายขนาด ขึ้นอยู่กับปริมาณของของเสียที่ต้องบำบัดและการก่อสร้าง มีหลายขนาดสำหรับอาคารขนาดและประเภทต่างๆ มีวิศวกรสุขาภิบาล สำหรับออกแบบขนาดถังกับอาคารขนาดใหญ่ ถังไบโอเซฟท์มี 3 ขนาด สำหรับผู้ใช้ 5 คน 10 คน และ 16 คน ตามลำดับ
ข้อพิจารณาพิเศษ ไม่เหมาะกับการติดตั้งในพื้นที่ที่น้ำซึมยาก มีระดับน้ำใต้ดินสูง การก่อสร้างควรเคร่งครัดต่อแบบก่อสร้างที่ใช้เป็นมาตรฐานกันมานาน เป็นไปตามขั้นตอนการติดตั้งของบริษัทรวมทั้งอุปกรณ์ประกอบต่างๆ
ปัญหาที่เกิด ท่อตัน น้ำในบ่อซึมไม่สามารถซึมผ่านไปได้ มีกลิ่นเหม็นเนื่องจากไม่มีท่อระบายอากาศ ท่อตัน อุปกรณ์ภายในถังหมดอายุ ชำรุด แต่มักจะใช้เวลานานประมาณ 8-10 ปี สาเหตุของท่อตันมักจะเกิดจากการอุดตันของสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ ท่อเข้าถังชำรุด หักงอ หรือต่อท่อให้มีการหักงอมาก
การดูแลรักษา ไม่ต้องดูแลรักษามากนักหากติดตั้งถูกสถานที่ ถูกวิธี ในกรณีส้วมเต็ม สามารถสูบออกได้ ผู้ผลิตจะมาดูแลให้เป็นระยะๆ โดยการตรวจสอบระบบ อุปกรณ์ องค์ประกอบของถัง ให้มีความพร้อมสมบูรณ์ตลอดเวลา ถังไบโอเซฟท์เป็นถังสำเร็จรูปที่ไม่ต้องใช้อากาศ จะติดตั้งให้จนแล้วเสร็จ และไม่ต้องดูแลรักษามากนัก
ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งดูแลรักษา เป็นค่าก่อสร้าง ตามแบบที่ระบุ มักเป็นงานวางถังหรืองานก่ออิฐฉาบปูนวางท่อ ค่าถังและอุปกรณ์ทั้งหมด รวมทั้งค่าไฟฟ้าสำหรับเครื่องเติมอากาศ เฉลี่ยเดือนละสิบกว่าบาท ถังไบโอเซฟท์มีราคาถูกกว่าเพราะไม่มีระบบเติมอากาศ การประกันดูแลรักษา
ความเหมาะสมต่อการใช้ในปัจจุบัน เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ทั่วไปที่มีการระบายน้ำใช้เป็นระบบบ่อเกรอะที่ก่อสร้างใช้กันใช้กันในทั่วทุกภูมิประเทศกับชาวบ้านประชาชนแทบทุกครัวเรือน เหมาะกับทุกภูมิประเทศ แต่เนื่องจากมีราคาสูงและต้องมีการดูแลรักษาเป็นระยะ จึงเหมาะกับการใช้งานในเมือง ในชุมชนที่เข้าถึงได้ง่ายๆ ในเขตชนบทนั้นบางครั้งอิทธิพบของเทคโนโลยีชาวบ้านก็ยังมีความสะดวกเหมาะสมกว่า

แบบบ้านและการตกแต่งห้อง ที่น่าสนใจ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>