ตู้ห้องครัว : มารู้จักกับเครื่องเรือนห้องครัวกันดีกว่า

July 5, 2011 by

ตู้ห้องครัวหรือที่มักเรียกกันว่า ตู้แพนทรี ซึ่งอาจจะเรียกปนเปกันหน่อย ด้วยลักษณะที่ใกล้เคียงกัน รวมทั้งลักษณะของการทำงานด้วย ตู้ห้องครัวมีขนาดความยาวที่ไม่จำกัด คือขึ้นอยู่กับรูปร่างลักษณะของห้อง ซึ่งโดยทั่วไปจะทำเป็นตู้แบบชิดผนังขนานกันไปบ้างก็ชิดผนังด้านเดียว บ้างก็เป็นรูปตัว L ตัว U หรือแบบอิสระ

 

โดยทั่วไปตู้ห้องครัวจะทำเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ตู้เตี้ย ซึ่งวางติดกับพื้น กับตู้แขวนหรือตู้ลอย อยู่สูงเหนือระดับตู้เตี้ยขึ้นไป

บริเวณตู้เตี้ยจะเป็นส่วนที่ต้องใช้งานมาก เพราะนอกจากเป็นที่วางเตาแก๊ส และอ่างล้างจานแล้ว ส่วนบนของตู้เตี้ยจะเป็นที่ใช้งานได้หลายอย่างด้วยกัน เช่น ใช้วางภาชนะ เป็นที่หั่นสับซอยอาหารที่รอการปรุง ของใช้หลายอย่างก็ใช้วางในส่วนนี้ด้วย

ขนาดสัดส่วนของตู้ห้องครัวนั้น โดยทั่วไปจะมีขนาดใกล้เคียงกันหมด แต่อาจมีกรณีพิเศษเฉพาะสถานที่หรือบ้านใดบ้านหนึ่ง ปกติแล้วตู้ครัวตู้เตี้ยจะมีความลึกประมาณ 55-60 ซม. ซึ่งเป็นความลึกที่พอเหมาะกับการใช้งาน หากมากกว่านี้ก็อาจทำงานไม่สะดวก จะเอื้อมมือหยิบของในตู้ก็แทบจะมุดตัวเข้าไปอยู่ในตู้เลย ซึ่งในความลึกขนาดนี้จะเป็นสัดส่วนพอดีกับอ่างล้างจานแบบมาตรฐานทั่วไป และจะพอดีกับขนาดความลึกของเตาแก๊ส (ชนิดที่มีตู้อบด้านล่าง)ด้วย

ส่วนสูงของตู้เตี้ย จากระดับพื้นถึงขอบด้านบนของตู้เตี้ยใช้ได้ตั้งแต่ 80-85 ซม. แต่ไม่ควรสูงกว่านี้ เพราะจะทำงานไม่สะดวก สูงกว่านี้จะเป็นสัดส่วนความสูงของเคาน์เตอร์บาร์ ซึ่งไม่เหมาะสมกับลักษณะของการทำงานแบบในครัว

ส่วนล่างสุดของตู้เตี้ยจะทำเป็นบัวยาวตลอดแนว ซึ่งเป็นเหมือนรัดขาล่างของตัวตู้ไม้นี้ควรมีขนาด 2-3 นิ้ว แต่ถ้าจะให้สะดวกก็ควร 3 นิ้ว และควรอยู่ลึกกว่าระดับหน้าของแนวบานเปิดตัวตู้เข้าไปประมาณ 1-2 นิ้ว ไม้ตัวนี้มักจะใช้สีเข้มเพื่อป้องกันความสกปรก

ขอบหน้าตู้ตอนบนของตู้เตี้ย ควรยื่นออกมาจากแนวตู้ 1-2 นิ้ว และควรทำเป็นร่องด้านใต้ เพื่อเป็นตัวหยุดการไหลซึมของน้ำที่อาจซึมเข้าสู่ส่วนในของตู้ได้ และที่ด้านในสุดของด้านบนตู้เตี้ยนี้ก็ควรมีบัวกันน้ำซึมตรงรอยตัดของขอบตู้และผนังตลอดแนว

บานเปิด หากเป็นตู้ออกแบบขึ้นมาโดยเฉพาะนั้น จะเป็นบานเปิดที่มีกรอบบานไม่ควรหนากว่า 1 นิ้ว ส่วนตัวบานเปิดจะกรุไม้อัดหรือปิดทับด้วยลามิเนทอย่างใดก็ได้ (ทั้งนี้เพราะตู้ครัวสำเร็จรูปมักทำด้วยพาร์ติเคิลบอร์ด ซึ่งมีความหนาเพียง 20 มิลลิเมตรเท่านั้น จะบางกว่ากรอบไม้ธรรมดา) ขนาดของบานเปิดแต่ละบาน ทำได้กว้างตั้งแต่ 30-40-50 ซม. ไม่ควรกว้างกว่านี้ เพราะนอกจากจะทำให้เกะกะในเวลาเปิดบานตู้ออกแล้ว น้ำหนักของบานตู้ที่กว้างเกินไปจะมีมากขึ้น จะเกิดกรณีบานตู้ตกได้และการเปิด-ปิดจะไม่สะดวก

โดยทั่วไปในส่วนของตู้เตี้ยนั้น มักจะทำลิ้นชักไว้ส่วนหนึ่ง จะมีลิ้นชักหลายขนาดซ้อนกัน ตัวบนสุดจะเล็กสุด ตัวล่างก็จะมีขนาดใหญ่ หรือทำให้มีขนาดเท่ากันทั้งหมดก็ได้ ลิ้นชักตัวบนสุดมักเป็นที่เก็บช้อน-ส้อม มีต่าง ๆ ซึ่งปัจจุบันมีช่องวางของเหล่านี้แบบสำเร็จรูปซื้อมาวางในลิ้นชักได้ทันที

ส่วนตู้แขวนหรือตู้ลอย จะมีขนาดความลึกประมาณ 30-35 ซม. และจะไม่หนามากกว่านี้ เพราะตู้แขวนจะอยุ่ในระดับศีรษะ เวลาจะทำอะไรก็จะติดตู้แขวนและมักจะใช้เป็นที่เก็บของที่มีน้ำหนักเบา อย่างเช่นภาชนะใส่อาหารแห้ง ขวดต่าง ๆ รวมทั้งพวกจานชามแก้วน้ำ ตู้แขวนควรอยู่สูงกว่าระดับตู้เตี้ยขึ้นไป 60 ซม. อันเป็นระดับที่จะสามารถหยิบจับอะไรบนตู้ได้สะดวก ส่วนความสูงเฉพาะตัวตู้แขวนนี้ไม่จำกัดขนาด ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม แต่ต้องไม่หนักจนเกินไป เพราะน้ำหนักตู้ยึดติดอยู่กับผนังเป็นส่วนใหญ่ บางบ้านอาจทำสูงถึงเพดาน หากเพดานห้องไม่สูงจนเกินไปหรือบางบ้านอาจเว้นส่วนบนไว้สำหรับวางของได้บ้าง ด้านใต้ของตู้แขวนนี้ใช้เป็นที่ติดตั้งดวงไฟที่จะให้แสงสว่างด้านบนของตู้เตี้ยได้

ชั้นภายในตู้  โดยทั่วไปมักทำเป็นชั้นไม้ที่สามารถปรับระดับได้ แต่จะยกเว้นเฉพาะบริเวณตัวตู้ที่อยู่ตรงมุมพอดี เพราะจะปรับระดับยาก จึงควรทำแบบติดตายไว้ทั้งตู้เตี้ยและตู้แขวน บริเวณภายในบานเปิดใต้อ่างล้างจาน ควรทำเป็นที่ทิ้งขยะไว้เพื่อความเรียบร้อยและสะดวก

ส่วนรายละเอียดการตกแต่งหรือออกแบบลักษณะหน้าตาของบานตู้นั้นเป็นเรื่องปลีกย่อยที่เป็นความชอบของแต่ละคน

แบบบ้านและการตกแต่งห้อง ที่น่าสนใจ

การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ประหยัด และคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป
เฟอร์นิเจอร์:เรื่องของโซฟา
การเลือกตู้เสื้อผ้าที่เหมาะกับการใช้งาน
ทำอย่างไรดีเมื่อมีเฟอร์นิเจอร์เก่า
ชุดโซฟาที่สามารถเปลี่ยนเป็นเตียงนอนกว้างๆสบายๆ
ชุดโต๊ะพร้อมเก้าอี้ชิงช้า เพื่อความรู้สึกสนุกให้กับการประชุมที่ไม่เป็นทางการ