การตกแต่งห้องสำหรับเด็ก

October 8, 2011 by

ห้องเด็กในความรู้สึกของคนทั่วไปดูจะเป็นห้องที่มีการตกแต่งแบบง่าย ๆ แต่ในความเป็นจริง ห้องเด็กเป็นห้องหนึ่งที่มีขบวนการออกแบบตกแต่งสลับซับซ้อนพอสมควร เพราะการตกแต่งห้องสำหรับเด็กนั้นก็เหมือนกับการสร้างสภาวะแวดล้อมที่ควรเป็นธรรมชาติที่ใกล้ชิดกับลักษณะนิสัยของเด็กให้ได้มากที่สุด

ความยุ่งยากก็ย่อมมีมากกว่าห้องผู้ใหญ่ซึ่งค่อนข้างตายตัว หมายถึงลักษณะของการใช้สอยที่ไม่ต้องคำนึงถึงการพัฒนาทางร่างกาย ขนาดและสัดส่วนของเฟอร์นิเจอร์ ถือเป็นขนาดมาตรฐานที่สามารถใช้ได้นานเท่าที่ต้องการ แต่ห้องเด็กต้องคำนึงถึงขั้นตอนดังกล่าวเป็นสำคัญ

ในลักษณะครอบครัวแบบไทย ๆ เด็กทารกหรือเด็กแรกเกิดมักจะต้องอยู่รวมกับห้องพ่อแม่จนกว่าอายุถึงขั้นที่จะแยกห้องนอนได้บางครอบครัวจะแยกให้เด็กนอนต่างหากเมื่อเด็กมีอายุเกิน 10 ขวบขึ้นไป หรือเริ่มจะย่างเข้าสู่วัยรุ่น บางครอบครัวก็อาจจะก่อนหน้านี้ ซึ่งจะต่างกันสำหรับครอบครัวประเทศตะวันตกมักจะแยกห้องเด็กไว้ต่างหากตั้งแต่เป็นทารก ทำให้การตกแต่งห้องเด็กหาข้อสรุปตายตัวไม่ได้ว่าห้องเด็กจะมีหน้าที่สนองตอบการใช้สอยเด็กจริง ๆ นั้นควรเป็นวัยขนาดไหน แต่อาจจำแนกได้ว่าการตกแต่งห้องเด็กตามช่วงอายุ เช่น แรกเกิดจนถึง 2-3 ขวบ หรือช่วง 5-10 ขวบ และ 10 ขวบขึ้นไป

ในที่นี้ขอกล่าวถึงห้องสำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 5 ขวบเป็นต้นไป ทั้งนี้เพราะเป็นช่วงที่เด็กเริ่มมีการพัฒนาการของการเรียนรู้ ความจดจำ และมีพฤติกรรมการแสดงออกถึงความต้องการที่เด่นชัด ทำให้สามารถรู้ถึงความต้องการของการอยู่ในสภาวะแวดล้อมให้เหมาะสมกับตัวเด็กได้ดีกว่าเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบลงไป หรือถ้าจะพูดง่าย ๆ คือเป็นห้องสำหรับเด็กตั้งแต่แรกเข้าสู่วัยเรียนเป็นต้นไป และเด็กในวันนี้จะมีการใช้ประโยชน์ใช้สอยที่เกี่ยวข้องกับเฟอร์นิเจอร์ที่แน่ชัด เช่น โต๊ะเขียนหนังสือ ตู้เสื้อผ้าหรือชั้นวางของ ทำให้ภายในห้องมีองค์ประกอบหลายอย่างด้วยกัน

ห้องเด็กแม้ว่าจะมีขนาดใหญ่-เล็กอย่างไร แต่ก็คงไม่กว้างไกลเท่ากับจินตนาการของเด็กผู้เป็นเจ้าของห้อง ทำให้ห้องเด็กจะเป็นสถานที่ซึ่งเป็นอะไรก็ได้ตามใจปรารถนาของเด็ก อาจจะเป็นสนามเด็กเล่น โกดังเก็บของเล่น ห้องสำหรับเรียนหนังสือหรือเล่นดนตรี ฉะนั้นหากจะจัดห้องเด็กคนใดก็ตามควรรู้ถึงความต้องการของเด็กคนนั้น ลักษณะนิสัย ความชอบและความถนัด เพราะที่กล่าวมานี้คาดว่าในบ้านหลาย ๆ หลังคงประสบปัญหายุ่งยากสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ที่เด็กแสดงออก ซึ่งรวมถึงการใช้สอยเนื้อที่ หากสังเกตว่าถ้าหากภายในบ้านไม่มีห้องเด็กที่แยกเฉพาะส่วนที่เด็กจะทำการบ้านมักจะไม่เป็นที่เป็นทาง ใช้ห้องอาหารบ้าง ห้องรับแขกบ้าง แล้วผลที่ตามมาก็คือข้าวของต่าง ๆ เก็บไม่เป็นที่ ส่งผลถึงการมีระเบียบวินัยในวัยที่เจริญเติบโตต่อไป

การจัดห้องเด็กควรให้มีลักษณะที่ปลอดโปร่ง สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบ ควรจะมีเนื้อที่ว่างภายในห้องให้มากที่สุด เพราะมีพฤติกรรมของเด็กวัยนี้หลายอย่างที่ต้องใช้สอยอยู่กับพื้นห้อง โดยเฉพาะเวลาเล่นของเล่นพื้นห้องจึงเป็นส่วนสำคัญห้องเด็กจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตั้งเตียงนอนไว้กลางห้องเช่นเดียวกับการจัดห้องผู้ใหญ่ อาจจัดชิดผนังด้านใดด้านหนึ่ง ภายในห้องควรมีการถ่ายเทอากาศได้ดี การจัดวางแปลนภายในห้องจึงอาจจะไม่เป็นระบบที่ต่อเนื่องกันนัก แต่จะยึดความสะดวกเป็นหลัก

อาจเป็นข้อคิดว่าแล้วห้องเด็กควรจะมีอะไรบ้าง มีเฟอร์นิเจอร์ใดบ้างที่จะเหมาะสม โดยทั่วไปก็มักจะมีเตียงนอนตามขนาดพอเหมาะกับขนาดเนื้อที่ห้อง เช่น หากห้องใหญ่หน่อยก็อาจใช้เตียงขนาดมาตรฐานทั่วไปมักเป็นเตียงเดี่ยวต่อเด็ก 1 คนหรืออาจใช้เตียงสำหรับเด็กโดยเฉพาะ ซึ่งจะมีขนาดสั้นกว่าขนาดมาตรฐาน(เตียงขนาดมาตรฐานยาว 1.80-2.00 เมตร เตียงสำหรับเด็กขนาด 1.50 เมตร) เตียงเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 10 ขวบ ควรมีแนวกันขอบที่สูงกว่าที่นอน เพื่อกันเด็กนอนดิ้นหรืออันตรายจากการนอนตกเตียง ยิ่งเป็นเตียง 2 ชั้นก็ยิ่งต้องมี ส่วนเด็กที่อายุเกิน 10 ขวบไม่ต้องมีกันขอบนี้ นอกจากนี้ก็ควรมีโต๊ะสำหรับเขียนหนังสือเพื่อใช้สำหรับเป็นที่เรียน เขียน อ่าน ทำการบ้าน เด็กในวัย 5 ขวบขึ้นไปนี้สามารถใช้โต๊ะ-เก้าอี้ขนาดมาตรฐานได้ในกรณีที่เผื่อการเจริญเติบโตต่อไป ซึ่งจะเห็นได้ว่าเด็กในวัยนี้สามารถใช้โต๊ะ-เก้าอี้ของผู้ใหญ่ เวลานั่งเท้าจะลอยสูงกว่าระดับพื้น แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการใช้งาน ซึ่งสามารถใช้จนถึงวัยรุ่นหรือเป็นผู้ใหญ่ แต่ถ้าสามารถหาขนาดเฟอร์นิเจอร์ให้สัมพันธ์กับสัดส่วนตามวัยเด็กได้จะเป็นการดีกว่า เพราะเด็กบางคนใช้โต๊ะผู้ใหญ่ได้จริง แต่เวลาเขียนหนังสือต่าง ๆ คางหรือคอจะอยู่ตรงกับขอบโต๊ะพอดี

เฟอร์นิเจอร์อื่น ๆ ก็จะมีชั้นวางของ ตู้เสื้อผ้าโดยเฉลี่ยเด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบจะใช้ตู้หรือชั้นที่มีความสูงไม่เกิน 1.50 เมตร เป็นขนาดที่เด็กสามารถเอื้อมมือจับสิ่งของหรือราวแขวนเสื้อผ้าภายในตู้ได้ แต่ถ้าหากต้องการที่จะทำแบบ BUILT-IN เช่นเดียวกับห้องผู้ใหญ่ เพื่อว่างานตกแต่งต่าง ๆ จะสัมพันธ์กันหมดทั้งห้อง เพื่อความเรียบร้อยใช้ตู้เต็มขนาดความสูงของห้อง อาจใช้วิธีการแบ่งครึ่งของความสูงทั้งหมดของตัวตู้ ครึ่งล่างใส่หรือเก็บของใช้จำเป็นที่ต้องใช้ประจำ ส่วนบนเก็บของอื่น ๆ การแบ่งนี้ทำโดยแบ่งบานเปิดเป็น 2 ช่วงหรือเป็นบานเปิดเดียวกัน(ตลอดตามความสูงของตู้) แล้วใช้วิธีแบ่งเฉพาะเนื้อที่ภายในตู้ โดยทำเป็นชั้นปรับระดับได้หรือให้มีส่วนตายตัวน้อยที่สุด

การทำตู้เก็บของหรือชั้นวางของที่ตายตัวทีเดียวเลยนั้นอาจไม่จำเป็นนัก เลี่ยงได้ทำเป็นลิ้นชักมีล้อเลื่อนที่สามารถสอดเก็บใต้เตียง ใต้โต๊ะ ชั้นตะแกรงเหล็กหรือหวายก็ได้ ซึ่งอายุการใช้งานจะพอดีกับเวลาที่เปลี่ยนแปลงวัยที่สามารถดัดแปลงหรือเคลื่อนย้ายได้ง่าย

เด็กในวัยที่เจริญเติบโตนี้ใช้โต๊ะแต่งตัวเองได้ ขนาดความสูงไม่แตกต่างไปจากขนาดของโต๊ะทำงาน เด็กที่มีอายุเกิน 10 ขวบจนถึงวัยรุ่นจะเริ่มมีสิ่งอื่นเข้ามาแทนที่ อาจเป็นวิทยุ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ เกม หรือเครื่องดนตรีของโปรดตามวัย เช่น ภาพโปสเตอร์ต่าง ๆ เครื่องกีฬาต่าง ๆ ซึ่งเด็กวัยนี้มักจะนำมาเก็บไว้ในห้องของตนเอง ฉะนั้นชั้นวางของแบบชั่วคราวคงต้องเปลี่ยนมาเป็นแบบที่ถาวรขึ้น การจัดห้องสำหรับในช่วงวัยที่ต่างกันก็ย่อมมีข้อที่จะใช้สอยต่างกันด้วย

เฟอร์นิเจอร์ควรเป็นแบบที่มีน้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายง่าย เช่น พวกเก้าอี้สำหรับนั่งเขียนหนังสือ ชั้นวางของเล่นอาจเป็นหวายหรือพลาสติกก็ได้

การเลือกใช้สีกับห้องเด็กนั้น โดยทั่วไปเด็กจะชอบสีสันที่สดใส แต่สีเหล่านี้จะใช้กับสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ภายในห้องจะเหมาะสมกว่า เช่น พวกเฟอร์นิเจอร์ ผ้าม่าน ผ้าปูที่นอน ส่วนห้องเป็นสีเรียบ ๆ สะอาดตา ก็ย่อมใช้ได้ เพราะเด็กตั้งแต่ 5 ขวบขึ้นไปนั้นส่วนใหญ่จะเลิกพฤติกรรมการขีดเขียนบนพื้นผนังกันแล้ว จึงไม่ต้องระมัดระวังในปัญหานี้

แต่ทั้งนี้ห้องเด็กก็ไม่ถึงกับเรียบจนเกินไป อย่างเช่นเราสามารถจัดลูกเล่นบางส่วนในห้องได้ เช่น การเลือกใช้วอลล์เปเปอร์ที่เป็นลายการ์ตูนหรือการวาดรูปลงบนตู้เสื้อผ้าหรือแต่งสีต่าง ๆกันหลาย ๆ สีบนหน้าลิ้นชักแต่ละตัวที่ทำให้เกิดสีสันได้

นอกจากนี้ก็ยังมีหลักของการเลือกใช้สีที่จะใช้ในการตกแต่งห้องเพื่อหวังผลต่อการสัมผัส อย่างเช่นห้องที่มีขนาดแคบก็ควรเลือกใช้สีที่สว่างและไม่ควรมีสีสันมากเกินไป หรือการเลือกใช้วอลล์เปเปอร์ที่มีลวดลายไม่ใหญ่โตนัก ส่วนห้องที่มีขนาดกว้างใหญ่ก็สามารถที่จะเลือกตกแต่งด้วยวอลล์เปเปอร์ที่มีลวดลายใหญ่ขึ้นได้แล้วก็อาจแต่งบริเวณรอบขอบประตูหน้าต่าง บังเชิงเพดาน แถบตกแต่ง (BORDER) เสริมให้ดูสวยงามเพิ่มขึ้นได้ หากต้องการให้ห้องดูแคบลงก็ใช้สีสดและสีทึบ ห้องจะดูอบอุ่น หากเลือกใช้สีแดง สีส้ม สีเหลือง และสีเขียวมรกต เป็นต้นห้องจะดูเย็นด้วยการเลือกใช้สีเขียวอ่อน สีฟ้า สีเทาและสีม่วงอมฟ้า

ในด้านความปลอดภัย สำหรับห้องเด็ก คนไทยมักจะมองข้ามความสำคัญในข้อนี้ เช่น พื้นห้องควรปูพรม เพื่อป้องกันการลื่นล้ม ซึ่งถ้าเลือกวิธีปูเต็มห้องก็จะยิ่งปลอดภัยกว่าการใช้เป็นชิ้นเล็ก ๆ เฉพาะหน้าเตียงหรือหน้าประตู เพราะโอกาสลื่นมีมากกว่า ถ้าไม่ปูพรมพื้นห้อง ก็ไม่ควรขัดมันมากเกินไป ใช้แบบผิวด้านหรือผิวมันกลับด้านจะปลอดภัยกว่าเฟอร์นิเจอร์ที่เลือกใช้ไม่ควรเลือกแบบที่มีขอบคมขอบเหลี่ยม เลี่ยงไปใช้ขอบมนหรือลบมุม บริเวณขอบเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีส่วนประกอบของกระจกให้น้อยที่สุด สิ่งสำคัญอีกประการก็คือปลั๊กไฟ หากต้องใช้เช่น โคมไฟหัวเตียง โคมไฟที่โต๊ะเรียนหนังสือควรอยู่ในตำแหน่งลับตาและเด็กเอื้อมไม่ถึง ปลั๊กที่ไม่ใช้ควรหาหมวกครอบปิดไว้ การที่เด็กมีของเล่นจำนวนมากอยู่ในห้อง ควรสอนให้รู้ถึงการเก็บให้เป็นระเบียบ เพราะเวลาเดินอาจเผลอเหยียบให้ลื่นล้มได้ เปนอันตรายอย่างหนึ่งที่พบเห็นบ่อยในห้องเด็ก

อย่างไรก็ตาม การตกแต่งห้องเด็กโดยทั่วไปมักจะแต่งแบบง่าย ๆ ซื้อของมาใส่เป็นอันเรียบร้อย หรือแต่งตามแบบฉบับของห้องผู้ใหญ่เลย เพื่อว่าไม่ต้องเสียเงินตกแต่งใหม่อีกครั้ง สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่ความต้องการของเด็กอย่างแท้จริง แต่ก็สามารถช่วยได้ด้วยการเลือกใช้สีสันตามส่วนต่าง ๆ เช่น ผ้าม่าน ผ้าคลุมเตียง เป็นลวดลายสำหรับเด็ก สีสันของของเล่น รูปภาพ สิ่งของที่เด็กชอบก็จะช่วยได้เช่นกัน

แบบบ้านและการตกแต่งห้อง ที่น่าสนใจ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>