การเลือกใช้ผ้าม่านให้เหมาะกับลักษณะของบ้าน

June 20, 2011 by


หน้าต่างเป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งที่มีอยู่คู่บ้าน รูปร่างหน้าตาก็ย่อมมีแตกต่างกันไปตามลักษณะของตัวบ้าน หน้าต่างให้ประโยชน์ในการระบายอากาศ การถ่ายเทอากาศเพื่อมิให้ภายในบ้านอึดอัด หน้าต่างเป็นส่วนที่ทำให้แสงสว่างธรรมชาติส่องผ่านเข้าสู่ภายในบ้าน บ้านจะได้ไม่ดูมืดทึบ ไม่ชื้นอับ ช่วยในการฆ่าเชื้อโรคบางอย่างได้ อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของประโยชน์ที่ได้รับจากหน้าต่าง

หน้าต่างมักจะมาคู่กับช่องแสง เมื่อมีหน้าต่างหรือช่องแสงแล้ว ในบางครั้งเมื่อมีแสงสว่างมากเกินไป อย่างในช่วงบ่ายซึ่งเป็นช่วงที่อากาศร้อนและมีแสงสว่างมากกว่าช่วงอื่นของแต่ละวัน ซึ่งปัจจุบันคนไทยก็ไม่ค่อยนิยมการมีหน้าต่างบานทึบกันแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นหน้าต่างกระจกในกรอบไม้ และการมีหน้าต่างกระจกใสนี้เองทำให้แสงสว่างสามารถผ่านเข้าได้เต็มที่ จึงจำเป็นที่จะต้องหาวัสดุมาช่วยกรองหรือกั้นแสงแดดจากภายนอกให้ลดน้อยลง หรือบางครั้งเราต้องการความเป็นส่วนตัวภายในบ้าน ซึ่งหน้าต่างหรือช่องแสงกระจกใสไม่สามารถช่วยได้ หรือเพื่อช่วยป้องกันการขโมยได้บางส่วน

วัสดุที่ช่วยในการกั้นแสงสว่างเช่นนี้ก็สามารถช่วยได้ โดยทั่วไปเราจะเรียกติดปากกันว่าม่าน และเมื่อพูดถึงม่าน เราก็คิดว่าเป็นผ้าเสียส่วนใหญ่ ซึ่งอันที่จริงม่านนั้นเป็นวัสดุหลายต่อหลายอย่างด้วยกัน

นอกจากม่านจะช่วยในการกรองหรือกั้นแสงสว่างแล้ว ม่านยังทำให้เกิดความสวยงามแก่ภายในบ้าน นอกเหนือจากประโยชน์ที่ได้รับโดยตรง การเลือกแบบม่านที่จะให้เข้ากับลักษณะของการตกแต่งภายในนั้นอาจดูเป็นของง่าย จะทำอย่างไรก็ได้ให้ตัวม่านสวยงามก็พอ หรือสีของม่านจะไปกันได้กับสีของผ้าบุเฟอร์นิเจอร์เป็นอันพอแล้ว ถ้าเราหวังผลเพียงแค่นั้นก็ดูจะไม่เป็นเรื่องผิดอะไร แต่บ้านจะดูสวยงามได้นั้น นอกจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ประกอบเข้ากันแล้ว ยังควรต้องคำนึงถึงบรรยากาศภายในบ้านที่จะช่วยกันส่งเสริมกันอีกด้วย

ฉะนั้น แบบของการทำม่านแต่ละแบบจะขึ้นอยู่กับสไตล์ของเฟอร์นิเจอร์และสภาพโดยทั่วไปของห้องด้วย จะบอกให้เป็นกฎเกณฑ์ตายตัวว่า แบบม่านเช่นนี้ต้องใช้กับเฟอร์นิเจอร์แบบนี้ โดยเฉพาะไปเลยทีเดียวก็ไม่ได้ เพราะเรามีการตกแต่งแบบผสมผสานกัน เก่ากับใหม่ หรือมีการประยุกต์ใช้กันตามแต่เห็นสมควร แต่ก็มีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่อาจจัดรวมกันได้ เช่น แบบเฟอร์นิเจอร์อย่างหนึ่ง แบบม่านกลับไปเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งดูแล้วขัดตา ไม่สวย แถมยังใช้เงินเกินความจำเป็นด้วย อย่างเช่น ลักษณะของเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านของคุณเป็นแบบธรรมดา ๆ เป็นพวกเก้าอี้หวาย แต่คุณกลับไปเลือกม่านจับจีบห้อยระบายแบบหลุยส์ รวมทั้งชนิดของผ้าและลวดลายของผ้าด้วย อย่างนี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเข้าคู่กันได้ หรือคุณเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์แบบสมัยใหม่แต่กลับไปเลือกผ้าม่านเป็นลูกไม้โปร่งแบบโบราณ ก็ไปกันไม่ได้อีกเช่นกัน

การเลือกแบบผ้าม่านให้เข้ากับสไตล์การตกแต่งก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันต่างก็เป็นองค์ประกอบที่จะทำให้สวยงามและสมบูรณ์ตามแบบฉบับ ซึ่งแต่ละสไตล์ก็จะมีแนวทางการทำผ้าม่านไม่เหมือนกัน แบบจีนหรือแบบตะวันออกนิยมทำเป็นมู่ลี่ไม้ไผ่ หรือบางท้องถิ่นก็จะให้ผ้าที่ทอขึ้นมาเองที่มีใช้กันในท้องถิ่นเป็นผ้าม่าน หากเป็นแบบตะวันตกซึ่งเป็นแบบโบราณตามยุคสมัยต่าง ๆ ลักษณะของแบบผ้าม่านก็จะต่างกันไปบ้าง อย่างเช่นสไตล์ที่คนไทยเรารู้จักกันดี

คือหลุยส์ จะมีการเลือกผ้าชนิดหนึ่งกับการจับริ้วผ้าอันเป็นส่วนตกแต่งประกอบตอนบนของหน้าต่างให้เป็นเหมือนคลื่นพลิ้วซ้อนเป็นชั้น ๆ แต่ละสมัยก็ไม่เหมือนกันหรือแบบตะวันตกแต่เป็นแบบสมัยใหม่อาจใช้วิธีซ่องรางม่านไว้ในเพดาน จะไม่ค่อยนิยมทำเป็นระบายผ้าเพื่อบังรางม่าน จะเป็นแบบเรียบ ๆ ผ้าก็มีลวดลายไม่เด่นชัดมากนัก หรืออาจเป็นการใช้ม่านปรับแสง เป็นแบบแนวตั้งหรือแนวนอนก็ได้ เดี๋ยวนี้เขามีแบบบางมากจนแทบจะไม่บังสายตาเวลาเปิดออกเต็มที่แล้ว การตกแต่งแนวสมัยใหม่จะนิยมม่านเหล่านี้มาก

การเลือกแบบผ้าม่านยังต้องคำนึงถึงลักษณะของตัวหน้าต่าง ประตูหรือช่องแสงที่จะใช้ในการติดตั้งม่านอีกด้วยอย่างสมมติว่า คุณใช้การตกแต่งแบบผสมผสานคือ มีทั้งเฟอร์นิเจอร์สมัยใหม่และแบบเก่า ๆ ที่เรียกว่าคลาสสิกสไตล์รวมกัน แบบการตกแต่งเช่นนี้จะใช้ผ้าม่านจับริ้วจีบแบบโบราณก็ได้หรือจะใช้แบบสมัยใหม่พวกม่านสลิมไลน์ก็ได้ ซึ่งคุณมีทางเลือกได้สองทางแล้วเป็นอย่างน้อย ทีนี้ขึ้นอยู่ที่ว่าลักษณะของหน้าต่างนั้นเป็นเช่นไร อย่างเช่นหน้าต่างค่อนข้างสูง การทำม่านแบบจีบริ้วก็จะเหมาะกว่า ส่วนที่เป็นริ้วจะช่วยให้ห้องไม่ดูสูงเกินไป หรือถ้าเพดานห้องสูงไม่ถึง 2.50 ม. จะเลือกใช้ม่านจีบริ้วเป็นไม่เหมาะแน่ ควรหาแบบอื่นมาใช้แทน เช่น เป็นม่านจีบธรรมดาไม่ต้องมีริ้วผ้าบังรางม่าน

หน้าต่างบางแบบมีปัญหาในการที่จะเลือกชนิดของม่านไหนดี เช่น หน้าต่างที่มีวงกบตอนบนโค้งเป็นรูปครึ่งวงกลมหรือเกือบเป็นวงกลม หน้าต่างแบบนี้ไม่สามารถติดรางม่านตามรูปทรงของวงกลมได้ บางคนแก้ปัญหาด้วยการติดม่านที่บัวเชิงเพดานเลย บางคนติดม่านรางตรง ๆ เหนือวงโค้งของวงกบแต่ทำเป็นระบายยาวลงมาถึงครึ่งวงกลมพอดีให้เป็นผ้าบังรางม่าน หรือบางคนอาจติดตรงวงกบบริเวณที่ครึ่งวงกลมพอดี อาจปล่อยให้ส่วนวงโค้งที่อยู่ด้านบนโล่ง ๆ หรืออาจทำเป็นผ้าจับจีบย่นตามแนววงโค้ง หรืออาจใช้แบบอื่น เช่น การใช้ม่านชนิดที่ดึงผ้าขึ้นด้านบนที่เรียกว่า โรมันเซด หรือ บอลลูนเซต ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับว่า แบบของเฟอร์นิเจอร์หรือลักษณะของการตกแต่งภายในนั้นเป็นอย่างไรด้วย เพื่อที่จะให้ดูไม่ขัดตากันมากเกินไปนัก

ในบางครั้ง อาจต้องใช้ผ้าม่าน 2 ชั้นซ้อนกัน คือจะมีม่านทึบและม่านโปร่ง เพื่อประโยชน์ที่ว่า ม่านทึบจะป้องกันไม่ให้แสงสว่างภายในอกที่มากเกินความต้องการเข้าสู่ภายในห้องเกือบทั้งหมด ส่วนม่านโปร่งนั้น เมื่อเลยเวลาที่มีแสงสว่างมากเกินไปหมดไปแล้ว แต่ก็ยังต้องการให้มี

ผ้าม่านกั้นแสงบางส่วนหรือเพื่อการสร้างบรรยากาศ หรือเป็นการทำขึ้นเพื่อความสวยงามโดยเฉพาะ ซึ่งในบริเวณดังกล่าวนี้อาจไม่ต้องการม่านถึง 2 ชั้นด้วยกัน ม่านทึบอาจใช้เป็นตัวตกแต่งประกอบ ซึ่งมักจะรวบไว้ด้านข้างเฉย ๆ จะใช้ประโยชน์จริง ๆก็ได้ ม่านโปร่งจะเป็นตัวช่วยกรองแสงให้ ม่านโปร่งนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นผ้าเสมอไป บางคนอาจจะใช้พวกมู่ลี่ไม้ไผ่หรือม่านปรับแสงแทนได้ ส่วนม่านทึบเป็นผ้าเนื้อหนา สำหรับม่านปรับแสงนั้นสามารถที่จะใช้เป็นได้ทั้งม่านทึบและม่านโปร่งในตัวเดียวกัน จะปรับให้แสงสว่างเข้ามากน้อยเพียงใดก็ได้

การที่จะทำให้ม่านดูสวยงามได้นั้นย่อมต้องอาศัยเหตุผลหลายอย่างรวมเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะความสูงต่ำของห้อง ลักษณะของตัวหน้าต่าง ลักษณะของเฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งภายใน การเลือกแบบของม่าน การเลือกใช้วัสดุ การเลือกใช้สี ดังที่ได้ยกตัวอย่างให้ข้างต้น แบบใดแบบหนึ่งคงจะเหมาะกับห้องของคุณ

แบบบ้านและการตกแต่งห้อง ที่น่าสนใจ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>