สวนหิน : การจัดสวนหินรูปแบบต่าง ๆ

September 7, 2011 by

สวนหินหรือที่ฝรั่งเรียกว่า ROCK GARDEN นั้น หากจะให้คำจำกัดความที่เด่นชัดคงจะเป็นเรื่องยาก เพราะสวนหินไม่ใช่ปรากฎการณ์ใหม่ของการออกแบบสวน แต่เป็นรูปแบบที่ได้อิทธิพลจากธรรมชาติ รูปแบบของสวนหินจึงไม่จำกัดอยู่ที่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง สวนหินมีปรากฎอยู่ทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเซีย โดยเฉพาะในจีนและญี่ปุ่น ซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบของสวนหินในภาคพื้นเอเชียก็ว่าได้


สวนหินเป็นรูปแบบของการจัดสวนที่มีมาแต่โบราณก่อนที่จะเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์เสียอีก สำหรับหลักฐานที่ปรากฎในประวัติศาสตร์นั้นก็พบในอียิปต์ ในแถบเอเชียไมเนอร์ เช่น ในบาบิโลเนีย เพราะหินเป็นสิ่งก่อสร้างแรกที่มนุษย์นำมาใช้เช่นเดียวกับไม้ อิทธิพลของสิ่งธรรมชาติเหล่านี้จึงเป็นต้นแบบพัฒนาการมนุษย์ในเชิงต่าง ๆ ต่อมา

ลักษณะของสวนบ้านที่ปรากฎนั้นไม่ได้หมายถึงสวนที่จัดด้วยหิน แต่หมายถึงสวนที่จัดโดยใช้หินเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างเรื่องราวในการสร้างจุดเด่นขึ้นมา โดยมีต้นไม้และหรือน้ำเป็นองค์ประกอบที่จะทำให้ “สวนหิน” นั้น ๆ มี “ชีวิต” ขึ้นมา

รูปแบบของสวนหินมีได้มากมาย แต่โดยทั่วไปแล้วจะแสดงออกในรูปแบบของธรรมชาติ เพราะหินเป็นวัสดุธรรมชาติที่แสดงออกถึงพลังความมั่นคงและแข็งแกร่ง การดัดแปลงปรับแต่งหินให้มีรูปร่างตามต้องการนั้นดูจะเป็นเรื่องยากและไม่คงเอกลักษณ์เหมือนสภาวะตามธรรมชาติของมัน นอกจากการที่จะนำหินมาใช้สำหรับการก่อสร้าง เช่น สร้างพีระมิด สร้างปราสาท สร้างวิหาร เป็นต้น

สิ่งที่พอจะแสดงออกถึงการนำหินมาใช้ในเชิงประติมากรรมและเชิงของงานจัดสวน จัดภูมิทัศน์ (LANDSCAPE) ตั้งแต่อดีตกาลและยังคงเป็นปริศนาแก่ชนรุ่นหลังถึงทุกวันนี้ก็คือ “อาณาบริเวณเสาหินในประเทศอังกฤษ” ที่เรียกว่า “STONEHENGE” ซึ่งยังไม่มีใครทราบว่าใครคือผู้สร้างกลุ่มเสาบ้านเหล่านี้ และสร้างไว้เพื่ออะไร นอกจากจะเดาว่าเอาไว้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ความมหัศจรรย์ของเสาบ้านดังกล่าวก็คือก้อนเสาหินมหึมาสูงกว่า 4 เมตรที่ตั้งตระหง่านอยู่เป็นรูปวงกลม และมีหินก้อนยาววางนอนอยู่ระหว่างเสาติดต่อกันไป ใครคือผู้ที่มีเทคโนโลยีหรือความสามารถในการยกหินมหึมาขึ้นไปวางอยู่ได้ ทั้งที่เวลาล่วงเลยมาแล้ว 1,500 ปี

เนื้อหาของสวนเห็นที่น่ากล่าวถึงก็คือการออกแบบสวนหินขนาดใหญ่ ในตำบล WISLEY ซึ่งห่างจากกรุงลอนดอนไปครึ่งไมล์ เป็นสวนหินที่อยู่รายรอบเชิงเขา จัดทำขึ้นตามดำริของราชสมาคมสวนไม้ประดับแห่งเครือจักรภพอังกฤษ ซึ่งนับเป็นเรื่องท้าทายความสามารถและการดำเนินงานของนักจัดสวนอย่างมาก เพราะต้องลำเลียงหิน(หินทราย)กว่า 550 ตัน จากแหล่งหินที่ห่างออกไป 40 ไมล์โดยทางรถไฟและรถราง กับการลำเลียงพันธุ์ไม้นานาพันธุ์กว่า 65,000 ต้น โดยทำการออกแบบสวนตามสภาพธรรมชาติที่ปรากฎคือ ความลาดเอียงของเชิงเขา สระน้ำตามธรรมชาติ การออกแบบจะทำในลักษณะเสริมให้เกิดความสวยงามขึ้น เช่น การใช้หินวางเป็นชั้นของลาดเขา วางเป็นขอบของสระน้ำ ใช้ไม้สูงสำหรับกำหนดขอบเขต ไม้พุ่ม ไม้ดอกสำหรับสร้างความสวยงามและนุ่มนวลให้กับบริเวณเชิงเขา

สวนหินแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 19 นี่เอง คือในปีค.ศ.1911 หรือประมาณ 80 ปีมาแล้ว และนับเป็นตัวอย่างสวนหินระดับชาติที่ใช้อ้างอิงได้ดีที่สุดสวนหนึ่ง ไม่เฉพาะแต่ในอังกฤษเท่านั้น อเมริกาก็นิยมจัดสวนหินมาก ซึ่งจะทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแนวทาจัดสวน การเลือกรูปแบบของหิน  พืชพันธุ์ที่ใช้กับสวนหิน เรียกว่าศึกษากันอย่างเอาจริงเอาจัง ตั้งแต่ ค.ศ.1920 เป็นต้นมาทีเดียว และตามประวัติที่ปรากฎก็หนีไม่พ้นการศึกษารูปแบบสวนหินในตะวันออก ซึ่งก็คือสวนหินในจีนและญี่ปุ่นนั่นเอง ซึ่งสวนหินในทางปฏิบัตินั้นจะรวมถึงการนำน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำพุ น้ำตก และสระน้ำเข้ามาประกอบกับสวนหินด้วย

พัฒนาการของสวนหินนั้นมีความหลากหลายแตกต่างกันในรูปแบบมากมาย เช่น การจัดบ้านร่วมกับต้นไม้ การใช้หินเป็นทางเดิน เป็นขั้นบันไดของเนินดิน การใช้หินในปริมาณมาก โดยจัดองค์ประกอบให้เกิดจุดเด่นสวยงาม มีต้นไม้ประกอบเพียงเล็กน้อย หรือแม้แต่การนำหินมาก่อเรียงกันเป็นผนัง ทำพื้นในสนามก็เรียกว่าเป็นสวนหิน การจัดสวนเล็กในกระบะในพื้นที่เล็ก ๆ (ไม่เกิน 1 ตารางเมตร) โดยการใช้หินเป็นองค์ประกอบสำคัญก็เรียกว่าสวนหิน

รูปแบบของสวนหินในอเมริกา ซึ่งเป็นชาติเสรีในเชิงศิลปวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีนั้นเป็นรูปแบบที่กล่าวได้ว่าไม่เคร่งครัด(INFORMAL) มีลักษณะเป็นธรรมชาติมากกว่าการที่จะวางผังของสวนในรูปทรงเรขาคณิต ลักษณะของสวนหินจึงเป็นการวางหินดารดาษไปทั้งพื้นที่ที่ต้องการ แล้วแทรกคละเคล้าไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด โดยเฉพาะไม้พุ่ม ไม้คลุมดิน ทั้งไม้ใบและไม้ดอก

ความงามของสวนหินอย่างนี้ก็คือปริมาณของสวนที่กินพื้นที่กว้าง มีรายละเอียดในแต่ละกลุ่มแตกต่างกันหรือสัมพันธ์กัน ไม่มีพื้นที่โล่งที่เป็นสนามหญ้า กล่าวได้ว่าเป็นการสร้างจุดเด่นด้วยปริมาณนั่นเอง สวนในลักษณะนี้เป็นสวนที่จัดทำได้ไม่ยาก เพียงแต่คำนึงถึงปริมาณ ความสูงต่ำ (การใช้ไม้ยืนต้น ไม้คลุมดิน) ในจังหวะที่พอเหมาะ สีสันที่ปรากฎในลานหินอย่างนี้จะมีความหลากหลายมาก จึงมีจุดสนใจมาก และดูได้ไม่เบื่อ แต่จะเวียนหัวหรือไม่นั้นคงขึ้นอยู่กับผู้ดูแต่ละคน และก็ถือเป็นความสามารถของนักจัดสวนแต่ละคนด้วยว่าจะจัดอย่างไรไม่ให้กลายเป็น “กองขยะ” ที่เรี่ยราดอยู่บนพื้นดิน ความสำคัญอันนี้เป็นสิ่งที่นักจัดสวนควบคุมหินและต้นไม้ให้เป็นศิลปะของสวนได้จริง ๆ ไม่เช่นนั้นแล้วสวนอย่างนี้ใคร ๆ ก็จะทำได้ ความเป็นเอกภาพของการจัดสวนในลักษณะนี้ก็จะไม่ปรากฎ

การที่กล่าวว่าสวนอย่างนี้จัดไม่ยาก ก็เพราะว่าไม่ต้องมีการวางผังที่ยากมากนัก เพียงแต่มีพื้นที่ที่จะจัด ก็นำหินไปวางสุ่มลงไป (RANDOM) ได้ อาจมีการจัดองค์ประกอบของความสูงต่ำ จัดจุดเด่นของกลุ่มหินลงไป จากนั้นก็ปลูกต้นไม้แทรกแซมลงไป ซึ่งความแข็ง ความขาวหรือเทา และรูปแบบของหินนั้นจะช่วยขับให้พันธุ์ไม้ที่ปลูกแทรกแซมลงไปนั้นมีความเด่นขึ้นมาในทันที และโดยหลักการแล้วหินแต่ละก้อนหรือแต่ละกลุ่มจะเป็นตัว “จบ” ของพันธุ์ไม้แต่ละชนิดหรือหลายชนิดได้ พันธุ์ไม้จึงไม่ให้ความรู้สึกว่า “ลอย” อยู่อย่างโดดเดี่ยว

การจัดสวนโดยใช้ต้นไม้แต่เพียงอย่างเดียวนั้น เป็นงานที่ยากกว่าสวนที่ใช้หินเป็นองค์ประกอบ (ทั้งหลักและรอง มากมายนัก และด้วยลักษณะของสวนหินอย่างนี้ ขอแนะนำว่าสามารถนำมาใช้เป็นรูปแบบของการจัดสวนด้วยตนเองได้ เพราะไม่ต้องใช้คนงานและพลังงานมาก หมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องใช้หินก้อนใหญ่ ๆ ที่ต้องใช้คนหามหรือใช้รอกยก แต่สามารถใช้หินเป็นแผ่นเป็นก้อนเล็ก ที่ยกได้คนเดียวนำมาจัดกลุ่ม หรือวางกระจายลงไป (ควรจะฝังดินบ้างเพื่อไม่ให้เคลื่อน) จากนั้นก็ปลูกไม้ดอกไม้ประดับลงไป ในกรณีที่ยากขึ้นมาก็อาจใช้หินเป็นบริเวณ มีการเล่นระดับ มีการกำหนดส่วนใช้สอย การกำหนดพันธุ์ไม้ การออกแบบ การจัดองค์ประกอบของพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ซึ่งวิธีการหรือรูปแบบเช่นนี้เป็นรูปแบบที่เป็นผลงานอีกขั้นหนึ่งของนักจัดสวน

การจัดสวนให้สวยงามนั้นนอกจากรูปแบบแล้ว การใช้ต้นไม้ในปริมาณมาก (หรือบางทีก็น้อย) นั้นเป็นหลักการหนึ่งที่จะทำให้สวนมีเอกภาพและเกิดความเด่นสวยงามขึ้น ซึ่งนับเป็นข้อคิดสำหรับพวกเราในการที่จะทำสวนในบริเวณบ้าน และผู้ประกอบอาชีพจัดสวนทั้งหลาย ส่วนการใช้ต้นไม้ในปริมาณน้อยแต่ให้สวยงามมีเอกภาพโดดเด่นนั้นเป็นเรื่องยากสำหรับกรณีทั่วไป คงจะต้องเป็นผลงานของนักจัดสวนชั้นครูเท่านั้นจึงจะทำสิ่ง “น้อย” ให้ดู “มาก” ได้ ดังเช่นสวนญี่ปุ่นแบบ “เซน” จึงเน้นความน้อยเรียบง่าย แต่มากด้วยอานุภาพของพลังและภาพที่ปรากฎ และกล่าวได้ว่าเป็นรูปแบบสวนหินในตะวันออกที่สวนทางกับสวนหินในยุโรปและอเมริกา เพราะสวนหินในยุโรปและอเมริกานั้นจะมีองค์ประกอบมากมาย นอกเหนือไปจากหินและต้นไม้เต็มพื้นที่ แต่หลายครั้งเขาจะผนวกประโยชน์ใช้สอยเข้าไป เช่น ทำลานหิน ทำทางเดิน ทำบ่อน้ำ สะพาน การทำกระบะล้อมต้นไม้ใหญ่(ไม้ยืนต้น) ดังนี้เป็นต้น

การกำหนดองค์ประกอบให้มากจะให้ผลทางด้านรูปลักษณะ และความเป็นเอกภาพของสวนที่เกิดจากความหลากหลายขององค์ประกอบ ซึ่งก็เหมือนกับเราจัดดอกไม้หลากสีหลายชนิดลงในแจกัน ความงามความเด่นของแจกันก็จะเกิดขึ้นจากความหลากหลายนั้นนั่นเอง และเป็นรูปแบบที่แตกต่างจากแนวทางทางตะวันออกอย่างเรา ซึ่งมุ่งเน้นที่รูปทรง เส้นสายมากว่าสีสัน ดังนั้นจุดเด่นของสวนแต่ละชาติจึงแตกต่างกัน

เราจะเห็นว่าอเมริกาจะมีความสามารถในการออกแบบองค์ประกอบต่าง ๆ ให้เกิดการใช้สอยและความสวยงามอย่างยิ่งยวด ไม่ว่าจะเป็นพื้น กระบะต้นไม้ ม้านั่ง ทางเดินในสนาม ซึ่งรูปแบบหรือหลักการเช่นนี้ถือว่าเป็นรูปแบบร่วมสมัยที่ใช้กันมาจนปัจจุบัน และรวมทั้งการจัดสวนในบ้านเราด้วย ซึ่งจะขอกล่าวถึงสวนหินในจีนและญี่ปุ่นเสียก่อน

จริง ๆ แล้ว สวนจีนและญี่ปุ่นนั้นไม่มีอิทธิพลระหว่างกันมากนัก สวนจีนเป็นสวนที่เน้นหินมากเช่นกัน แต่เป็นลักษณะของการนำหินมาประดับในเชิงประติมากรรม คนจีนนิยมใช้หินที่ถูกน้ำเซาะจนเกิดรูพรุน ทั้งที่ได้จากเชิงเขา จากชายทะเล นำมาประดับหรือใช้ร่วมกับต้นไม้ คนจีนเน้นการจัดสวนในเชิงธรรมชาติ แต่เป็นธรรมชาติที่มีการปรุงแต่งประดับประดามากขึ้นเช่นเดียวกับสถาปัตยกรรมของเขา ซึ่งสวนของจีนนั้นถูกปรุงแต่งจนหลุดพ้นจากความเป็นธรรมชาติไป แม้จะมีแนวทางในการจัดอย่างธรรมชาติ  โดยเฉพาะต้นไม้ที่ใช้นั้นจะใช้ต้นไม้ที่มีความงามเฉพาะตัว และมักจะใช้เป็นไม้ยืนต้นที่สร้างความโดดเด่นขึ้นมาในบริเวณนั้น เช่น หลิว ท้อ เป็นต้น ส่วนไม้พุ่มนั้นก็เน้นเป็นกลุ่มตามความต้องการ รูปแบบของสวนจีน(เฉพาะส่วนที่ใช้หินเป็นองค์ประกอบหลัก)จะแตกต่างจากสวนหินในตะวันตกเกือบสิ้นเชิง

สวนญี่ปุ่น จัดเป็นสวนหินที่ดูจะไม่เด่นชัดเท่าสวนหินในตะวันตก แต่ก็เป็นสวนที่ใช้หินเป็นองค์ประกอบมากพอกับที่จะใช้หินเป็นจุดเด่น เช่น สวนแบบเซน ซึ่งมีแต่ก้อนหินและกรวด โดยใช้ต้นไม้เป็นส่วนประกอบในเชิงปรัชญา สวนญี่ปุ่นเป็นสวนที่มีหลักการในเชิงปรัชญาธรรมชาติมาก และเป็นสวนที่จัดยากกว่าสวนแบบตะวันตก แม้ว่าสวนญี่ปุ่นจะมีรูปแบบในเชิงธรรมชาติเป็นหลัก แต่การจัดในเชิงธรรมชาติของญี่ปุ่นนั้นเป็นธรรมชาติที่มีการปรุงแต่งให้เกิดความสวยงามถึงที่สุด(เท่าที่จะทำได้) โดยยังความรู้สึกเป็นธรรมชาติอยู่ และถือว่าการปรุงแต่งนั้นเป็นหัวใจ เป็นจุดเด่นของสวน

สวนญี่ปุ่นถือเป็นสวนที่มีการจัดองค์ประกอบที่เยี่ยมยอดระหว่างต้นไม้ หิน และน้ำ โดยจะเน้นให้แต่ละองค์ประกอบดังกล่าวมีความเด่นสลับกันไป เช่น เน้นต้นไม้ให้เด่น เน้นบ้านให้เด่น หรือใช้องค์ประกอบดังกล่าวให้เกิดความเด่นร่วมกัน นักจัดสวนญี่ปุ่นมีความสามารถในการจัดองค์ประกอบของหินอย่างมาก เขาจะใช้หินขนาดต่าง ๆ กันมาจัดวางกันอย่างมีจังหวะและเกิดเรื่องราว และใช้ต้นไม้ลักษณะเช่นนี้จะใช้กับบริเวณต่าง ๆ เช่น มุมบ้าน หน้าเฉลียง ริมรั้ว หรือกำหนดเป็นจุดเด่นบริเวณสนาม

การจัดองค์ประกอบอย่างนี้ สามารถจัดได้ทั้งบริเวณเล็กและบริเวณที่กว้างขวาง โดยเฉพาะการจัดในบริเวณที่กว้างนั้น จะมีลักษณะการจัดแบบธรรมชาติ คือมีการวางหินใหญ่น้อยประกอบกับต้นไม้ แต่จะมีลักษณะแตกต่างจากสวนหินในตะวันตกก็คือจะกำหนดรูปทรงของไม้ประดับให้แน่นอนด้วยการตัดพุ่มกลมหรือควบคุมให้อยู่ในขอบเขตที่ต้องการ ทั้งไม้พุ่มและไม้คลุมดิน เราจึงเห็นต้นไม้ในสวนญี่ปุ่นเป็นกลุ่มก้อน หากเป็นไม้ยืนต้นก็จะเน้นรูปร่างที่สง่างามเป็นสำคัญและก็ต้องยอมรับว่านักจัดสวนญี่ปุ่นมีความสามารถในการจัดรูปทรงของต้นไม้(ด้วยการตัดแต่ง) ให้อยู่ในสภาพที่ไม่แข็งแรงในความรู้สึก จึงทำให้สวนญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์ และมีเสน่ห์ในตัวเองอย่างยิ่งยวด กระทั่งชาวอเมริกันเองยังยอมรับที่จะใช้สวนญี่ปุ่นเป็นศิลปะในการจัดสวนแบบหนึ่ง

สวนหินในความเข้าใจที่ง่าย สวนหินในลักษณะนี้ก็คือสวนหินในแนวคิดของยุโรปและอเมริกา แต่สวนหินในบ้านของเรา ซึ่งมีความเห็นว่าเป็นรูปแบบสวนหินที่เด่นไม่แพ้ยุโรป อเมริกา และอาจจะดูดีกว่า เพราะสวนหินของเรานั้นมีการควบคุมให้เกิดความเป็นระเบียบของรูปทรงของหิน ต้นไม้และองค์ประกอบทั้งหมด แม้ว่าศิลปะการจัดสวนของบ้านเราจะไม่เด่นชัดนัก แต่งานจัดสวนในปัจจุบันก็ทำให้เห็นว่านักจัดสวนมืออาชีพของเรานั้นมีความรู้ความสามารถในการสร้างสรรค์งานในเชิงศิลปะการจัดสวนได้ ไม่แพ้หรือดีกว่าในยุโรปด้วยซ้ำไป ยกเว้นสวนขนาดใหญ่ สวนในบริเวณปราสาทราชวัง ซึ่งเขามีวิวัฒนาการที่ยาวนานกว่าเรา

สวนหินในบ้านเราซึ่งจะถือว่าสวนต่าง ๆ ในสวนหลวง ร.9 นั้นเป็นรูปแบบสวนอ้างอิงของเรา สวนหินที่ปรากฎจะเป็นองค์ประกอบระหว่างหินและต้นไม้ในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน โดยยึดหลักการจัดด้วยการผสานกันระหว่างหินและต้นไม้ วิธีการก็คือจัดวางหินรายเรียงไปตามพื้นที่ อาจจะทิ้งระยะห่างหรือวางปิดวางซ้อนกัน ขึ้นอยู่กับการออกแบบ ช่องว่างระหว่างหิน หากเป็นหินขนาดใหญ่ (สูง 0.80 เมตร ยาว 1.50 เมตรขึ้นไป) ก็มักจะใส่ดินแล้วปลูกต้นไม้ ถ้าเป็นก้อนเล็กกว่านั้นอาจจะปลูกต้นไม้แทรกลงไปได้เลย ต้นไม้ที่ใช้ก็เป็นทั้งไม้พุ่มสูง ไม้พุ่มเตี้ย ไม้ยืนต้นขนาดกลาง ไม้ดอก ไม้คลุมดิน โดยจัดให้เกิดระดับแตกต่างสีสันแตกต่าง และผังที่แตกต่าง เป็นใบละเอียดตัดกับไม้ที่มีใบใหญ่ ฟังดูคงเป็นเรื่องง่าย แต่สำหรับบุคคลทั่วไปแล้วจะติดปัญหาตรงที่ว่าการต่อเนื่องกันของหินจะทำอย่างไร การปลูกพันธุ์ไม้แทรกลงไปนั้น แต่ละชนิดควรจะใช้ปริมาณกินเนื้อที่เท่าใดจึงจะพอ การวางต้นไม้ให้เกิดระดับแตกต่างให้ความสวยงามในมุมมองจะทำอย่างไร

ลักษณะของสวนหินอย่างนี้ไม่อาจจะเขียนเป็นแบบให้คนงานทำได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นหน้าที่ที่นักจัดสวนนั้น ๆ จะต้องเข้าไปกำหนด ตั้งแต่การวางหิน การวางต้นไม้ จนเกิดความพอเหมาะและสวยงาม ซึ่งผลที่ได้ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคนเช่นกัน บางคนอาจจะกล่าวว่าเป็นเรื่องของความถนัดก็ได้ หากพูดในฐานะของนักจัดสวนแล้ว นักจัดสวนนั้น ๆ ควรจะออกแบบสวนได้หลากหลายมากกว่าที่จะกล่าวว่าตนถนัดที่จะทำเฉพาะสวนอย่างใดอย่างหนึ่ง มิเช่นนั้นแล้วนักจัดสวนจะไม่สามารถสร้างสรรค์งานให้ก้าวหน้าขึ้นได้

ลักษณะสวนหินที่กล่าวนี้มีจุดเด่นที่แตกต่างจากสวนประเภทอื่น ๆ คือสวนหินทั้งกลุ่มนั้นคือจุดเด่น ต้นไม้แต่ละกลุ่ม หินแต่ละก้อนนั้น จะเป็นรายละเอียดที่ให้ติดตามมองตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งก็แปลว่ามันจะต้องมีความผสานกลมกลืนกัน หรือแตกต่างกันให้เกิดความสนใจ ความต่อเนื่องอยู่ในเนื้อหาเดียวกันของกลุ่มสวนหินนั้น ๆ

หลักการจัดสวนหินอีกประเภทที่ปรากฎในบ้านเราก็คือการใช้หินเป็นองค์ประกอบของต้นไม้(แบบแรกเป็นการใช้ต้นไม้ประกอบหิน)หลักการนี้ก็คือการจัดองค์ประกอบของหินและต้นไม้ไปพร้อม ๆ กัน มิใช่วางหินก่อนแล้วจึงแทรกต้นไม้ลงไป

แม้ว่าหลักการในการทำงานจะต้องวางหินลงก่อนก็ตาม แต่ในการออกแบบ นักจัดสวนจะต้องมองภาพของกลุ่มสวนหินนั้นว่าจะมีความสัมพันธ์ระหว่างหินและต้นไม้อย่างไร โดยกำหนดต้นไม้เป็นจุดเด่นและหินเป็นองค์ประกอบรอง สวนหินลักษณะนี้มักจะใช้ไม้ยืนต้น ทั้งที่มีลำต้นตรง เช่น โมกป่า ปีบ สลิว กระทุ่ม ชงโคป่า หรือที่มีลำต้นอ่อนไหวคดโค้ง เช่น มะนาวป่า ตะโก(ไม้ดัด) เป็นต้น หรือไม่ก็กำหนดเป็นไม้พุ่มค่อนข้างสูง เช่น แก้ว เข็มมาเลเซีย โกสน ประทัดฟิลิปปินส์ ชาข่อย นีออน เป็นต้น  ลักษณะการจัดสวนในแนวนี้จะมีความยาวกว่าแบบแรก เพราะผู้จัดจะต้องวางองค์ประกอบของกลุ่มต้นไม้ให้เกิดความสูงต่ำแตกต่างกัน เพื่อผลทางมุมมอง คำนึงถึงการตัดแต่งให้เกิดทรงพุ่ม คำนึงถึงปริมาณหิน ขนาดหินที่ใช้ และรวมถึงการจัดองค์ประกอบของหินด้วย

สวนหินย่อมจะมีรูปแบบอื่น ๆ อีกมากมายขึ้นอยู่กับการออกแบบของนักจัดสวน แต่ทั้งสองแบบที่กล่าวมานั้นเป็นลักษณะสวนหินที่ถือว่าให้ผลทางความงามอย่างเต็มที่ ซึ่งจะดูได้จากสวนหินที่สวนหลวง ร.9 และที่สวนนงนุชและนับว่าเป็นลักษณะสวนหินของไทยในปัจจุบันก็ได้

นอกเหนือจากนี้แล้วก็อาจจะเป็นสวนหินที่เป็นลักษณะของสวนกรวด มีการใช้พันธุ์ไม้ที่โดดเด่น สวยงามในตัวเอง ประกอบกับพื้นกรวดและหิน(ในจำนวนน้อย) ลักษณะการจัดอย่างนี้จะคล้ายกับแนวการจัดสวนญี่ปุ่นซึ่งถือว่ามีความยากขึ้น เพราะการใช้ต้นไม้เด่นในปริมาณน้อนกับพื้น(โรย) กรวดนั้นเป็นเรื่องของนักจัดสวนที่มีความสามารถสูงจึงจะทำได้ดี

อย่างไรก็ตามเนื้อหาที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นเนื้อหาของสวนที่บุคคลทั่วไปพอจะเข้าใจจะจัดทำให้สวยได้ง่ายกว่าสวนแบบอื่น ๆ เพราะสวนหินอาจจะเป็นลักษณะการจัดสวนโดยวิธีลัดที่จะทำให้เกิดความสวยงามได้ทันที

การเริ่มต้นสำหรับคนทั่วไปก็ควรจะใช้การตามแบบแรก คือวางหินรายเรียงลงไปในพื้นที่แล้วปลูกพันธุ์ไม้ต่าง ๆ แทรกแซมลงไป หากไม่มั่นใจในการเติบโตของไม้ที่แตกต่างกันก็แนะนำให้ใช้ไม้คลุมดินไม้พุ่มเตี้ยต่าง ๆ ก่อนได้ เช่น ผกากรอง เกล็ดแก้ว ฟ้าประดิษฐ์ กุหลาบหิน (เฉพาะฤดูนี้) ผักขมแดง เข็มพิษณุโลก เทียนทอง อังกาบ พุดแคระ กำแพงเงิน บุษบาฮาวาย ดาดตะกั่ว กาบหอยแครง สนเลื้อย ฯลฯ ไม้พุ่มเตี้ยต่าง ๆ ก็เช่น เข็มบางบำหรุ สามกษัตริย์ ชาฮกเกี้ยน ข้าวตอกพระร่วง ช้างนางขาว โกสนจิตรลดา สังกรณี เป็นต้น และหินที่ใช้ก็ควรเป็นหินก้อนขนาดประมาณ 0.60-0.80 ซม. หากสั่งซื้อเป็นคันรถจะได้ปริมาณมากหรือเลือกตามความต้องการ ซึ่งผู้ค้าจะนำหินมาส่ง และจะ “วาง” ให้ในที่ที่ต้องการ จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะจัดหาพันธุ์ไม้มาปลูก จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ในการที่ท่านจะจัดสวนหินด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป้นบริเวณเล็กหรือใหญ่ เพราะสวนหินมีความเด่นทั้งกลุ่มดังที่กล่าวมาแล้ว สวนหินจึงอยู่บริเวณไหนก็ได้ และจะมีความสวยงามแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าท่านจะจัดเป็นหรือไม่ก็ตาม

แบบบ้านและการตกแต่งห้อง ที่น่าสนใจ